Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
จีนศึกษา
  CHINESE TEXT PROJECT
  STANDARD CHINESE
  เส้นสายลายอักษร
  ลัทธิเต๋า
  รวมเรื่องจีนศึกษา-China Knowledge
  วัฒนธรรมศึกษาจากเว็บต่างๆ
  วัฒนธรรมศึกษาจากภาพ
  พระบรมฉายาลักษณ์ของฮ่องเต้
  มังกรจีนสมัยโบราณ
  มังกรจีนศึกษา
  เลือกเพศให้ลูก
  จีนโบราณจาก บริทิชมิวเซียม
  การเดินทางไกลของเหมาเจ๋อตุง
  จีนในปัจจุบัน
แซ่สกุล
  แซ่ตระกูลที่ใช้กันมาก
  ข้อมูลตระกูลแซ่ต่างๆ
  ประวัติบางแซ่สกุล
  200 แซ่สกุลที่ใช้มาก
  ตระกูลแซ่หลิน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ
  BEIJING UNIVERCITY
  Shanghai Jiao Tong University
  Tsinghua University
  Xi'an Jiaotong University
  The Chinese University of Hong Kong
  The University of Hong Kong
  The Hong Kong University of Science and Technology
  Southeast University
  East China Normal University
  Tongji University
  Huazhong University of Science and Technology
  The Hong Kong Polytechnic University
  Tianjin University
  City University of Hong Kong
  Harbin Institute of Technology
  Wuhan University
  China Agricultural University
  Renmin University of China
  Xiamen University
  Fudan University
  Hong Kong Baptist University
  Shandong University
  Nanjing University
  University of Science and Technology of China
  Zhe Jiang University
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด
  NATIONAL LIBRARY OF CHINA
  CHINA'S MUSEUMS
  GREAT WALL OF CHINA
  SACRED MOUNTAINS OF CHINA
หนังสือพิมพ์
  Xinhua
  People's Daily
  China Daily
  China News
  China .com.cn
  China Youth Daily
เจ - มังสวิรัติ - VEGETARIAN
  เจ-อิ่มบุญ
  พลังบุญ
  เมนูอาหารเจ
  เจทิพย์
  อาหารมังสวิรัติ
  International Vegetarian Union (IVU)
  The Veggie Hub
  Vegetarianism
  A Guide to Vetetarian
  simple-veganista.com/all-recipes
เว็บเครือสมบูรณ์
  ตระกูลแซ่หลิน
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

การทำนายด้วยกระดองเต่าและกระดูกสัตว์

 

                                                                                                                   
 

 

 

 

        การทำนายด้วยการใช้กระดองเต่า และกระดูกสัตว์  คนจีนสมัยโบราณได้ใช้มากว่าสามพันปีแล้ว ได้มีการพัฒนาเนื้อหาคำทายและผลการทำนายมาตลอด  มีการจดบันทึกเป็นหลักฐาน ด้วยอักษรจีนที่ได้สร้าง และพัฒนาขึ้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนายด้วยกระดองเต่าถือว่าจะนำโชคลาภมาให้ตน

                                       

        เมื่อประมาณ ๔๗๐๐ ปี ถึง  ๕๐๐๐ ปีมาแล้ว  พระเจ้าหวงตี้  โปรดฯให้  จางเจ่ย  เสนาบดีคิดค้นพัฒนารูปแบบและประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้  เข้าใจกันว่าก่อนสมัยนี้ได้มีการใช้ตัวอักษรกันแล้ว  แต่อาจจะยังไม่พอใช้   จางเจ่ยจึงคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพิ่มเติม  ตัวอักษรจีนพัฒนามาจากสัญลักษณ์เชิงรูปภาพ  ซึ่งได้มีการขีดเขียนกันตามผนังถ้ำ  คงจะต้องย้อนขึ้นไปถึงวัฒนธรรมหยังเส้าและมนุษย์ถ้ำ  ดังนั้นอักษรจีนคงได้รับการพัฒนามาตั้งแต่สมัยซานหวงอู่ตี้แล้ว จึงปรากฏอักษรเจี่ยกู่เหวิน  หรือ อักษรกระดูกสัตว์กระดองเต่า  และอักษรจินเหวิน หรือจงติงเหวิน     ที่มีการบันทึกลงบนเครื่องทองบรอนซ์ หรือทองสัมฤทธิ์เป็นจำนวนมากในสมัยราชวงศ์ซัง  อักษรเหล่านี้มีอายุกว่า  ,๖๐๐ ถึง ๔,๐๐๐  ปีมาแล้ว   ตัวอักษรทั้งหมดที่ค้นพบกว่า ๔,๕๐๐  ตัว  ได้รับการพัฒนามาเลยขั้นประเภทสัญลักษณ์ปฐมภูมิไปแล้ว 

        ในปี พ.ศ.  ๒๔๔๒  ชาวนาหมู่บ้านเสี่ยวตุน  บริเวณฝั่งแม่น้ำหวน  ใกล้กับเมืองอันหยัง มณฑลเหอหนาน ได้พบกระดูกสัตว์และกระดองเต่าโบราณ  ขณะที่พวกเขาไถนา  กระดูกกระดองเหล่านั้นบางชิ้นมีการขีดเขียน  แต่พวกเขาไม่สนใจ  จึงเอาไปเผาไฟทำปุ๋ยใส่นา  บางส่วนขว้างทิ้งออกไปจากที่นาหรือโยนลงในบ่อร้างในนา  แต่ก็ยังมีชาวนาบางคนเอาไปฝนทำยารักษาโรค  บางส่วนได้มัดรวมกันกับกระดูกโบราณซึ่งพวกเขาเรียกว่า  กระดูกมังกร  พวกพ่อค้าจึงรับซื้อจากเมืองอันหยัง  แล้วนำไปขายต่อยังร้านขายยาที่กรุงปักกิ่ง  แต่ร้านขายยาจะไม่รับซื้อกระดูกที่พวกเขาอ้างว่าเป็นกระดูกมังกรที่มีรอยขีดเขียนอยู่   แสดงให้เห็นว่าซินแสร้านขายยาอ่านรอยขีดเขียนออก และเข้าใจว่าเป็นของโบราณจึงไม่ยอมซื้อ   ต่อมาชาวนาจึงต้องใช้วิธีการขูดรอยขีดเขียนเหล่านั้นออกก่อน ที่จะเอาไปขายให้ร้านขายยา  แต่อย่างไรก็ตามริ้วรอยขีดเขียนบางส่วนก็ยังคงปรากฏอยู่  ข่าวเรื่องสรรพคุณการเจียดยาผสมกระดูกมังกรแพร่สะพัดไปทั่วกรุงปักกิ่ง  ทำให้ผู้ป่วยชาวปักกิ่งต้องการยาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ราคายาที่เจียดด้วยกระดูกมังกร  และราคากระดูกมังกรจึงแพงขึ้นไปด้วย

              หวางอี้หรง   (  Wang Yiyong  , Wang Yijung , 1845 – 1919 )     ผู้ป่วยรายหนึ่ง  เขาเป็นข้าราชการในราชสำนักชิง และเป็นผู้ที่สนใจและเชี่ยวชาญคำจารึกและโบราณคดีจีนด้วย  เขาจึงให้ผู้รับใช้ไปเจียดยาผสมกระดูกมังกรที่ร้านขายยามาให้   เมื่อเขาได้พิจารณากระดูกมังกรที่มีรอยขีดเขียนอยู่   จึงเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นภาษาจีนโบราณ  เขาจึงให้ผู้รับใช้ไปกว้านซื้อกระดองเต่ากระดูกสัตว์ตามร้านขายยาทั่วกรุงปักกิ่งมาทั้งหมด  ซึ่งรวมแล้วกว่า ห้าหมื่นชิ้น  อย่างไรก็ตามกระดองกระดูกเหล่านั้นบางส่วน ได้มีการจำหน่ายออกไปต่างประเทศแล้ว  เขาจึงรีบสืบหาแหล่งที่มา

                                             

            เมื่อเขาทราบว่ากระดองกระดูกเหล่านั้น  ขุดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอันหยัง มณฑลเหอหนาน  เขาจึงรีบเดินทางไปสำรวจ ณ ที่แห่งนั้น  ซึ่งตามพงศาวดารจีนที่ ซือหม่าเชียนบันทึกไว้ว่า  ทรากปรักหักพังของเมืองอิน  คือเมืองหลวงของราชวงศ์ซังนั่นเอง  เขายังได้เก็บรวบรวมกระดองกระดูกที่นั่นอีกหลายพันชิ้น   ต่อมานักโบราณคดีเข้าไปศึกษาขุดแต่งบริเวณเมืองอิน  บริเวณหมู่บ้านเสี่ยวตุนและพื้นที่ใกล้เคียง   ได้พบอีกประมาณ ๔,๐๐๐  ชิ้น  ที่หัวหยวนเจียง ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านอินจูอีก   ,๕๘๓  ชิ้น     และได้ขุดพบอีกหลายแห่ง  แต่เป็นจำนวนน้อย   สรุปแล้วกระดองกระดูกอักษรเจี่ยกู่เหวินมีกว่า  ๑๕๐,๐๐๐  ชิ้น     ที่กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศจีน ประมาณ  ๘๐,๐๐๐ ถึง  ๙๐,๐๐๐  ชิ้น  อยู่ในไต้หวัน  ประมาณ  ๒๐,๐๐๐  ชิ้น  มหาวิทยาลัยฮอปกินส์  ๕๗๙  ชิ้น  และตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆในสหรัฐอเมริกา  แคนาดา  อังกฤษ  เป็นต้น

           กระดูกสัตว์ที่ใช้  ได้แก่ กระดูกวัว กระดูกกระบือน้ำ  โดยใช้ส่วนของสะบัก หรือกระดูกแผ่นเรียบตรงไหล่ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าตรงอื่น  นอกจากนี้ยังใช้กระดูกแกะ กวาง หมู  ส่วนกระดูกของคน แมว และสุนัขจะไม่พบเห็นว่ามีใช้กัน  กระดูกจะใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ  กระดูกที่พบบางชิ้นมีขนาด  ๑๒ ซ.ม. ก็มี  ขนาดใหญ่ประมาณ  ๔๔ ซ.ม. 

        ส่วนกระดองเต่าใช้ทั้งกระดองหลังและกระดองหน้าอก   ในช่วงแรกของการพยากรณ์แห่งราชวงศ์ซัง  ได้ใช้กระดูกสัตว์เป็นจำนวนมากเป็นหลัก  ยังไม่ค่อยพบกระดองเต่า  ต่อมาในช่วงปลายราชวงศ์  จึงมีการนำกระดองเต่ามาใช้กัน  ซึ่งไม่มีเต่าพันธุ์นี้ในประเทศจีน  เข้าใจกันว่า  บรรดาพ่อค้าต่างนำกระดองเต่าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปค้าขายแลกเปลี่ยน   เมื่อมีการใช้กระดูกสัตว์และกระดองเต่าเป็นจำนวนมาก  ช่วงระยะหลังจึงเกิดขาดแคลนขึ้น   เหตุผลหนึ่งที่พวกเขาใช้กระดองกระดูกในการทำนาย เพราะเชื่อว่า  วิญญาณของสัตว์เหล่านั้นสามารถติดต่อกับวิญญาณของเทพเจ้าหรือบรรพบุรุษของพวกเขาได้  เมื่อพวกเขาประกอบพิธีเทพพยากรณ์

                                           

                    ส่วนวิธีเตรียมกระดูกก็คือ  เลาะเอาเนื้อที่ติดกระดูกออกให้หมด  แล้วขูดผิวกระดูกจนเกลี้ยงเกลา   แล้วเจาะรูไว้ข้างหน้าหรือข้างหลัง  รูเหล่านี้เข้าใจว่า  ใช้ของทนไฟเสียบเวลาเอากระดองกระดูกประกอบพิธีกรรมด้วยการเผาไฟหรือลนไฟ เพื่อจับถือสะดวก  เพราะกว่ากระดองกระดูกจะแตกเป็นรอยต้องใช้เวลาเผาไฟหรือลนไฟนานพอสมควร และบางส่วนต้องใช้จารึกในการทำนายด้วย

             หลังจากประกอบพิธีกรรมเทพพยากรณ์เสร็จแล้ว  กระดองกระดูกเหล่านั้นนำไปเก็บไว้ในห้องใต้ตำหนักในพระราชวัง  ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกประกอบพิธีกรรมที่มีจำนวนเป็นร้อยคน  คำพยากรณ์เหล่านั้นเข้าใจว่าคงเก็บเป็นกลุ่มเป็นหมวดหมู่  เพื่อสะดวกที่จะให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเพื่อที่จะมาเป็นเจ้าพิธีกรรม   สถานที่แห่งนี้จึงน่าจะเป็นห้องสมุดแห่งแรกของจีน  คือ ห้องสมุดเจี่ยกู่เหวิน  อย่างไรก็ตามกล่าวกันว่า  การบันทึกจดหมายเหตุ  น่าจะใช้ ไม้  ไม้ไผ่  และผ้าไหมด้วย แต่วัตถุเหล่านั้นเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

       

              ตามประวัติศาสตร์จีน ถือว่าราชวงศ์ซางหรือซัง เป็นการเริ่มสมัยประวัติศาสตร์จีน เพราะมีหลักฐานทางโบราณคดีมั่นคง ส่วนสมัยราชวงศ์เซี่ยซึ่งมีก่อนสมัยราชวงศ์ซังถือว่ายังเป็นตำนาน กษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์ซัง  ทรงพระนามว่า  พระเจ้าเฉิงทัง      ชนเผ่าซังนอกจากจะเคารพบูชาเทพเจ้าซังตี้แล้ว  ยังมีเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ   ได้แก่  เทพพระอาทิตย์  พระจันทร์  ดวงดาวต่างๆ    เทพแห่งลม  เทพแห่งฝน เทพแห่งน้ำ  พระธรณี  เทพแห่งแม่น้ำ  ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ  เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า  ตลอดจนสถานที่ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์  และประการสำคัญ  ชนเผ่าซังยังเคารพบวงสรวงบรรพบุรุษด้วย   พวกเขามีความเชื่อว่า  บรรพบุรุษเมื่อตายไปแล้ว  จะไปสถิตอยู่บนสวรรค์  และยังมีความสัมพันธ์อยู่กับครอบครัวลูกหลานอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นพวกเขาจึงต้องปฏิบัติต่อพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นอย่างดี  หากปฏิบัติไม่ดีจะมีผลต่อครอบครัว   การบวงสรวงต่อวิญญาณบรรพบุรุษและเทพเจ้าต่างๆจึงมีความสำคัญ

          การบวงสรวงเทพเจ้าก็เพื่อขอให้เทพเจ้าดลบันดาลให้เกิดความงอกงามด้านเกษตรกรรม  ฝนตกต้องตามฤดูกาล  การเก็บเกี่ยวได้ผลดี   ส่วนการบวงสรวงต่อบรรพบุรุษนั้นก็เพื่อติดต่อกับดวงวิญญาณของท่านให้ช่วยอำนวยพรให้ตามที่พวกตนขอ

          การประกอบพิธีกรรมบวงสรวงต่อเทพเจ้าองค์ต่างๆ   และบรรพบุรุษจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  คือ  องค์เทพเจ้าซังตี้   ซึ่งผู้เป็นประธานในพิธีเป็นกษัตริย์เท่านั้น  ทั้งนี้อาจจะเพื่อทรงรักษาพระราชอำนาจในชนเผ่าไว้

      ในพิธีกรรมบวงสรวงเซ่นไหว้เทพเจ้าซังตี้ และดวงวิญญาณบรรพบุรุษ   นอกจากการเตรียมกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ดังได้กล่าวมาแล้ว  พนักงานในพิธีซึ่งเป็นผู้ช่วยกษัตริย์  จะต้องเตรียมภาชนะเครื่องทองบรอนซ์ประเภทต่างๆ เช่น             แท่นวางของ  หรือตั่ง หรือ โต๊ะ   หม้อติง  อาจเป็นทรงกลมสามขาหรือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีสี่ขา  มีสองหูขนาดใช้ไม้สอดเข้าหามได้  สำหรับปรุงและใส่อาหาร   กุ้ย   เป็นภาชนะสำหรับใส่เมล็ดพืช  บางทีมีฝาปิด เต้า   เป็นจานไม้  สำหรับใส่เนื้อ   หู    เป็นเหยือกใส่สุรามีฝาปิด  พาน   เป็นพานมีเชิงสำหรับบรรจุน้ำ  อี้  หรือ  เหอ   เป็นกาใส่สุรา มีฝาปิด จอกสุรามีหลายแบบ  (  จือ  เจี่ย  จิว  เจี่ยว  )  เส้า   เป็นทัพพี  เป็นต้น

        ภาชนะต่างๆดังกล่าวในสมัยราชวงศ์โจวได้กำหนดให้ กษัตริย์ และขุนนางชั้นต่างๆใช้ ส่วนชาวบ้านทั่วไปห้ามใช้

        พิธีกรรมบวงสรวงดังกล่าวจะประกอบควบคู่ไปกับการทำนาย หรือ เทพพยากรณ์   ในสมัยแรกเริ่มของราชวงศ์ซัง  การทำนายเหล่านี้  มีผู้ทำนายหรือโหรประจำราชสำนัก  ซึ่งเป็นกลุ่มชนอีกระดับหนึ่งในสังคมที่อยู่ระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชน   นักทำนายเหล่านี้  จะมีความเชี่ยวชาญในการทำนายเฉพาะเรื่องไปในแต่ละคน  เช่น คนหนึ่งเก่งในการทำนายด้านการสงคราม คนหนึ่งเก่งการทำนายในเรื่องเกษตรกรรมการเก็บเกี่ยวพืชผล  อีกคนเก่งทางด้านกิจกรรมภายในสังคม  คนหนึ่งเก่งทำนายการถึงแก่กรรม  เป็นต้น   แล้วแต่ละคนจะนำความรู้และประสบการณ์ในผลของการทำนายมาแลกเปลี่ยนกัน

          อย่างไรก็ตาม  ล่วงมาถึงปลายสมัยราชวงศ์ซัง   กษัตริย์ได้ทรงยึดอำนาจการทำนายทั้งหมดมาทรงทำเสียเอง  ซึ่งอาจจะมีผลทางจิตวิทยาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้  เช่น การทำนายเรื่องการสงคราม  การปกครองบ้านเมือง  การผลิตผลทางการเกษตร  ความตาย  ฯลฯ   คำทำนายเหล่านั้นอาจทำให้ราษฎรหวั่นไหวได้  

        สังคมชาวซังเป็นสังคมแห่งความเชื่อถือโชคลาง  พวกเขาเชื่อเรื่องเทพเจ้า  จิตวิญญาณ  และยังเชื่อด้วยว่า  วิญญาณแห่งบรรพบุรุษจะช่วยปกป้องคุ้มครองชาวซังทุกคน  การพยากรณ์  การดูหมอดู  เป็นที่นิยมของทุกหมู่ชนชั้น  พวกเขาเชื่อว่า    พลังแห่งคำพยากรณ์มีส่วนสัมพันธ์  ระหว่างเทพเจ้าหรือวิญญาณบรรพบุรุษ  กับตัวเขา  เพื่อให้ตัวเขาสามารถแก้ปัญหาต่างๆให้ลุล่วงไปได้

          วิธีการทำนายจึงเริ่มด้วยการบวงสรวงเทพเจ้าและบรรพบุรุษก่อน  เพื่อให้เทพเหล่านั้นให้ความเมตตาปราณีต่อพวกเขา   ก่อนเริ่มพิธี  ผู้ทำนายหรือกษัตริย์  จะต้องตั้งคำถามไว้ก่อน อาจมีการจารึกลงในกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์แยกส่วนจากการเอาไปเผาไฟเพื่อทำนาย แล้วจึงนำกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ลนไฟหรือเผาไฟ  จนมีรอยแตกร้าว  ผู้ทำนายก็จะสังเกตดูรอยแตกนั้นว่า  เป็นรอยแตกขึ้นหรือเป็นรอยแตกชี้ลง  แต่ถ้าเป็นรอยแตกตามยาวจะไม่มีการทำนาย    หลังจากดูรอยแตกแล้ว  ผู้ทำนายก็ตัดสินใจทำนาย   ในบางครั้งคำเดียวต้องลนไฟหลายครั้ง  เพื่อต้องการคำตอบที่ชัดเจนแน่นอน   จากรอยแตกนั้นจะเป็นคำตอบว่า  “ใช่”  หรือ “ไม่ใช่”  หรือ  “บางทีอาจจะ”  “ดี”  “ไม่ดี”  เป็นต้น

         บางครั้งผู้ทำนายสามารถอ่าน และทำนายว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดเมื่อใด   อย่างไรก็ตาม การทำนายเหล่านี้ใช่ว่าจะทายถูกต้องเสมอไป   จากผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญเจี่ยกู่เหวิน  พบว่า  ผลของการทำนายไม่แม่นยำเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์บันทึกของนักจดหมายเหตุ    เข้าใจว่า ผู้ทำนายคงได้ศึกษารอยแตกจากข้อมูลเก่าๆที่เก็บไว้  จากรอยแตกร้าวในลักษณะใดจะเป็นคำตอบแบบใด

  

ตัวอย่างคำถามคำตอบที่น่าสนใจ  ดังนี้

 

  คำถาม  “กษัตริย์ไปล่าสัตว์ได้ไหม”

  คำตอบ   “ไปได้และจับเสือได้ตัวหนึ่ง”

  คำถาม    “กษัตริย์จะประกาศสงครามกับชนเผ่านั้นได้ไหม”

  คำถาม   “ถ้าเกิดสุริยุปราคา  ฤกษ์จะดีไหม”

  คำถาม   “จะเกิดโชคร้ายต่อกษัตริย์ในอีก ๑๐ วันข้างหน้าไหม”

กษัตริย์ได้ศึกษารอยแตกแล้วตรัสว่า  “เป็นลางไม่ดี”   วันต่อมากษัตริย์ได้เสด็จไปล่าสัตว์ประเภทที่มีเขาใหญ่   สารถีขับราชรถเทียมม้าสะดุดก้อนหิน  รถม้าพระที่นั่งคว่ำ  พระองค์และโอรสหกคะเมนลงพื้น

    

        คำถามคำตอบอื่นๆ  เช่น

        ๑)  จะให้องค์หญิงหาวบวงสรวงแสดงความบริสุทธิ์ต่อ            พระบิดาผู้ล่วงลับหรือไม่

๒)   จะเอาข้าทาสบูชายัญไหม

๓)  จะเอาทาสจากชนเผ่าเจียง ( ชนเผ่าทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะ )  มาบูชายัญไหม

๔)  พิธีกรรมบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์ สู่ติง  จะใช้วัวสามคู่และชนเผ่าเจียงบูชายัญไหม

๕)  จะต้องเกณฑ์คนไปรบกับชนเผ่าหูไหม  จะเกณฑ์สักสามพันหรือหนึ่งพันคน

๖)  เพื่อจะได้รับชัยชนะชนเผ่าหู  ( พวกป่าเถื่อน )  จะสวดอ้อนวอนเทพเจ้าทัง ( พระเจ้าซังทัง )  หรือ เทพเจ้าซังเจี่ย

๗)  เราจะบวงสรวงด้วยสุราไหม

๘)  เราจะบวงสรวงบรรพบุรุษ  ต้าเจี่ย     และ  ส่าอี้เติน   ด้วยการตัดคอคน(ข้าทาส)และฆ่าแกะ ๑๐ คู่เพื่อขอบพระทัยไหม

๙)   เราจะเก็บเกี่ยวข้าวฟ่างได้ผลไหม

๑๐)  เราจะไม่ได้รับผลผลิตจากข้าวฟ่างไหม   ( กษัตริย์ทรงอ่านรอยแตกแล้วทรงทำนาย  )  “เราจะได้รับผลดีจากการปลูกข้าวฟ่าง”

๑๑)  จะเอาคน(ข้าทาส) บูชายัญ เพื่อทำให้ฝนตกไหม

๑๒)   จะฆ่าวัวสามคู่บวงสรวง จะทำให้ข้าวฟ่างได้ผลดีไหม

๑๓)   เราจะบวงสรวงด้วยวัว ๑ ตัว แก่ ซังเจี่ย พ่อเกิง พ่อซิน

๑๔)   เราจะไม่บวงสรวงวัว ๑ ตัวแก่ ซังเจี่ย พ่อเกิง พ่อซิน

 

                                                    ฯลฯ

        การทำนายด้วยการใช้กระดองเต่ายังได้ใช้ต่อมาอีกนาน และได้พัฒนาไปเป็นการเอาลูกเต๋าหรือเหรียญใส่ในกระดองเต่าจริงหรือเต่าประดิษฐ์ เขย่า แล้วเทออกมาอ่านคำทำนาย

        การทำนายหรือเทพพยากรณ์ตั้งแต่สมัยโบราณเป็นต้นมา แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำนายจะต้องมีสมาธิจิตที่สงบ จิตไม่ฟุ้งซ่าน อาจต้องยึดถือเทพเจ้าที่ตนให้ความเคารพองค์ใดองค์หนึ่งหรือหลายองค์ เป็นที่รวมจิตของตน การชำระร่างกายให้สะอาดหมดจด การถือศีลกินเจ การทำนายจึงจะได้ผลตามที่ตนต้องการ        

               

    :  สมบูรณ์ แก่นตะเคียน          

 

 

 


 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน