Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
จีนศึกษา
  CHINESE TEXT PROJECT
  STANDARD CHINESE
  เส้นสายลายอักษร
  ลัทธิเต๋า
  รวมเรื่องจีนศึกษา-China Knowledge
  วัฒนธรรมศึกษาจากเว็บต่างๆ
  วัฒนธรรมศึกษาจากภาพ
  พระบรมฉายาลักษณ์ของฮ่องเต้
  มังกรจีนสมัยโบราณ
  มังกรจีนศึกษา
  เลือกเพศให้ลูก
  จีนโบราณจาก บริทิชมิวเซียม
  การเดินทางไกลของเหมาเจ๋อตุง
  จีนในปัจจุบัน
แซ่สกุล
  แซ่ตระกูลที่ใช้กันมาก
  ข้อมูลตระกูลแซ่ต่างๆ
  ประวัติบางแซ่สกุล
  200 แซ่สกุลที่ใช้มาก
  ตระกูลแซ่หลิน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ
  BEIJING UNIVERCITY
  Shanghai Jiao Tong University
  Tsinghua University
  Xi'an Jiaotong University
  The Chinese University of Hong Kong
  The University of Hong Kong
  The Hong Kong University of Science and Technology
  Southeast University
  East China Normal University
  Tongji University
  Huazhong University of Science and Technology
  The Hong Kong Polytechnic University
  Tianjin University
  City University of Hong Kong
  Harbin Institute of Technology
  Wuhan University
  China Agricultural University
  Renmin University of China
  Xiamen University
  Fudan University
  Hong Kong Baptist University
  Shandong University
  Nanjing University
  University of Science and Technology of China
  Zhe Jiang University
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด
  NATIONAL LIBRARY OF CHINA
  CHINA'S MUSEUMS
  GREAT WALL OF CHINA
  SACRED MOUNTAINS OF CHINA
หนังสือพิมพ์
  Xinhua
  People's Daily
  China Daily
  China News
  China .com.cn
  China Youth Daily
เจ - มังสวิรัติ - VEGETARIAN
  เจ-อิ่มบุญ
  พลังบุญ
  เมนูอาหารเจ
  เจทิพย์
  อาหารมังสวิรัติ
  International Vegetarian Union (IVU)
  The Veggie Hub
  Vegetarianism
  A Guide to Vetetarian
  simple-veganista.com/all-recipes
เว็บเครือสมบูรณ์
  ตระกูลแซ่หลิน
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

ซำปอกง วัดพนัญเชิง

 

 

วัดพนัญเชิง ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๒ ตำบลปากคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดมหานิกาย เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด วรวิหาร เป็น วัดพนัญเชิงวรวิหาร อันมี พระพุทธไตรรัตนนายก หรือเรียกชื่ออย่างอื่นว่า พระเจ้าพนัญเชิง หรือ หลวงพ่อโตปุนเถ่ากง หรือ พระเจ้าปุนเถ่ากง หรือ หลวงพ่อซำปอกง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย

ความเป็นมา
           ประวัติความเป็นมาของวัดพนัญเชิงวรวิหาร มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้น้อยมาก นอกจากบันทึกในพระราชพงศาวดารแล้ว ยังมีตำนานพงศาวดารเหนือ คำให้การชาวกรุงเก่า จากคำนำ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า แต่พงศาวดารเหนือ ข้อความเขียนเรื่องเดียวกันสองหน ศักราชยังตรวจสอบไม่ได้ แต่เนื้อหามีมูลความจริง ต้องตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนจึงจะได้เนื้อหาที่ถูกต้อง ต่อมาพระยาปริยัติธรรมธาดา ( แพ ตาละลักษมณ์ ) เปรียญ แต่ยังเป็น หลวงประเสริฐอักษรนิจ ได้ต้นฉบับ พระราชพงศาวดารมามอบให้หอพระสมุด กรมการจึงเรียกว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ จากบานแผนกว่า “ศุภมัสดุ ๑๐๔๒ ศก วอกนักษัตร ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ทรงพระกรุณาโปรดเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งว่า ให้เอาจดหมายเหตุของพระโหราเขียนไว้แต่ก่อน แลกฎหมายเหตุที่หาได้แต่หอหนังสือ แลเหตุซึ่งมีในพงศาวดารนั้น ให้คิดเข้าด้วยกันเป็นแห่งเดียว ให้ระดับศักราชกันมาคุงเท่าบัดนี้”
           ทางหอพระสมุดได้มาแต่เล่ม ๑ ความขึ้นต้นแต่สร้างพระพุทธรูป พระเจ้าพแนงเชิง เมื่อปีชวด จุลศักราช ๖๘๖ หรือ พ.ศ. ๑๘๖๗ และสร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีขาล จุลศักราช๗๑๒ หรือ พ.ศ. ๑๘๙๓ แต่เดิมใครเป็นผู้สร้างไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่จากประวัติย่อของวัดพนัญเชิงปิดไว้ว่า วัดนี้สร้างสมัยเมืองอโยธยาเป็นราชธานี ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพระเจ้าดวงเกรียงกฤษณราช ( พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ) ผู้ครองเมืองเสนาราชนคร เป็นผู้สร้างวัดนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พระนางสร้อยดอกหมาก ส่วนองค์พระพุทธรูปนั้น พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงเป็นผู้สร้าง ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระอัยกา คือ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง

พระเจ้าสายน้ำผึ้งคือใคร
        จากตำนานพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าจันทรโชติ ได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรละโว้ ( ลพบุรี ) หรือ กำโพชนคร ต่อมาพระเจ้าอโนรธามังฉ้อแห่งเมืองพุกามยกทัพมาตีเมืองละโว้ ประมาณ พ.ศ. ๑๕๘๙ - ๑๖๒๐ เมืองละโว้จึงต้องยอมเป็นไมตรีกัน หลังจากพระเจ้าจันทรโชติสวรรคต พระโอรส คือ พระนารายณ์ ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๖๒๓ ขณะพระชนมายุได้ ๒๕ ปี แล้วโปรดฯให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงละโว้ลงมาสร้างพระราชวังอยู่ที่ บริเวณวัดอโยธยา หรือ วัดเดิม ( ซึ่งประกอบด้วยวัดรอ วัดโคก วัดขอม วัดมณฑป ) เรียกว่า กรุงอโยธยา เมื่อ พ.ศ. ๑๖๓๐ แล้วเสด็จขึ้นไปเมืองละโว้ โปรดฯให้สร้างพระปรางค์และลดฐานะลงเป็นเมืองลูกหลวง เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ลพบุรี เมื่อเสด็จกลับกรุงอโยธยาได้ไม่นานก็เสด็จสวรรคต พระชนมายุได้ ๓๒ ปี หลังจากสิ้นพระชนม์ ได้เกิดการสู้รบกลางเมืองเพื่อแย่งชิงราชสมบัติกันอยู่ถึง ๒ ปี จึงสงบ พระเจ้าหลวงกษัตริย์พระองค์ใหม่โปรดฯให้ยกเอาพระราชวังเป็นวัดศรีอโยธยา แล้วทรงย้ายพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังใหม่ใกล้ปากแม่น้ำเบี้ยซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพนัญเชิง ( ปัจจุบันคือปากคลองสวนพลู ) จนถึงสมัยพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จขึ้นครองราชย์กรุงอโยธยา ทรงพระนามว่า พระเจ้าดวงเกรียงกฤษณราช เมื่อ พ.ศ. ๑๖๕๔ ถึง พ.ศ. ๑๗๐๘ รวม ๕๔ ปี
        จากจดหมายเหตุจีนกล่าวว่า จีนได้ทำมาค้าขายแถบทะเลจีนใต้เท่าที่ได้บันทึกว่ามีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น พ.ศ. ๓๔๑ - พ.ศ. ๗๖๓ ถึงราชวงศ์ถัง พ.ศ. ๑๑๖๑ - ๑๔๕๐ และสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ พ.ศ. ๑๖๗๐ - ๑๘๒๒ ได้พัฒนาการค้าทางเรือสำเภาที่เมืองหางโจว ภายใต้การกำกับของฮ่องเต้ สินค้าเข้าประเทศจีนส่วนใหญ่จะเป็น งาช้าง นอแรด ไข่มุก ของหอม ธูปหอม เป็นต้น ซึ่งทางการจีนจะจ่ายค่าสินค้าเหล่านั้นเป็นทองคำ เงิน เครื่องทอ เครื่องเคลือบ และจ่ายเป็นเงินปี้ เมื่อเรือสินค้าเหล่านั้นเข้าไปยังเมืองท่าอาณาจักรใด ก็จะมีความสัมพันธ์กันกับกษัตริย์หรือเจ้านครแห่งนั้นๆ ให้มีการส่งพระราชสาสน์ไปถึงฮ่องเต้และมีการติดต่อสืบสายกันต่อๆมา เท่าที่มีชื่อปรากฏ เช่น เสียน สุโขทัย หลอหู ( ละโว้ ) ผานผาน ( เพชรบุรี ? ) เป็นต้น
        ในฐานะที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงปกครองเมืองอโยธยา พระองค์จึงทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังฮ่องเต้ ซึ่งในช่วงที่พระองค์ทรงครองราชย์ เป็นช่วงสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิซ่งฮุ่ยจง พ.ศ. ๑๖๔๔ - ๑๖๖๘ และสมเด็จพระจักรพรรดิซ่งฉินจง พ.ศ. ๑๖๖๘ - ๑๖๗๐ แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ต่อด้วยราชวงศ์ซ่งใต้ คือ สมเด็จพระจักรพรรดิซ่งเกาจง ระหว่าง พ.ศ. ๑๖๗๐ - ๑๗๐๕ และสมเด็จพระจักรพรรดิซ่งเซี่ยวจง พ.ศ. ๑๗๐๕ – ๑๗๓๒ ช่วงที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิซ่งเกาจง อาจจะได้พระราชทานพระธิดาจากพระสนมของพระองค์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า พระนางสร้อยดอกหมาก มาอภิเษกกับพระเจ้าสายน้ำผึ้ง หลังจากพระนางสวรรคต พระเจ้าสายน้ำผึ้งโปรดฯให้สร้างวัด ( วัดมณฑป ? )บริเวณที่พระราชทานเพลิง อาจจะเป็นวัดโคก วัดรอ วัดขอม วัดมณฑป ซึ่งต่อมาเป็นวัดร้างทั้งสี่วัด รวมเรียกว่า วัดเดิม ซึ่งรวมอยู่บริเวณวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน
        หลังจากพระเจ้าสายน้ำผึ้งสวรรคต พระเจ้าธรรมิกราชาเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ พ.ศ. ๑๗๐๘ - ๑๗๔๘ และโปรดฯให้สร้างวัดธรรมิกราชขึ้น วัดนี้ได้มีการขุดแต่งและพบพระเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่พระพักตร์คล้ายกับพระเจ้าพนัญเชิงมาก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา
        ล่วงมาถึงสมัยพระเจ้าบรมราชา เสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๕๓ - ๑๘๘๗ โปรดฯให้สร้างพระพุทธรูปพระเจ้าพนัญเชิงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๗ จากพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวว่า “จุลศักราช ๖๘๖ ชวดศก แรกสถาปนาพระพุทธเจ้า เจ้าพแนงเชิง” คงจะใช้รูปแบบพระเศียรที่วัดธรรมิกราชมาก่ออิฐปูนปั้นจนเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่แทนการหล่อด้วยสัมฤทธิ์ หลังจากพระเจ้าบรมราชาสวรรคต พระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๘๗ - ๑๙๑๒ โปรดฯให้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ และเฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑

เจิ้งเหอเกี่ยวข้องกับวัดพนัญเชิงหรือไม่
        สมเด็จพระจักรพรรดิหมิงเฉิงตี้ แห่งราชวงศ์หมิงเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๙๔๖ ทรงใช้ปีประจำรัชกาลว่า หย่งเล่อ จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า สมเด็จพระจักรพรรดิหย่งเล่อ ในปีหย่งเล่อที่ ๑ โปรดฯให้ต่อเรือเดินสมุทร ๑๑๘๐ ลำ ลำใหญ่ ๖๒ ลำ ลำใหญ่สุดยาว ๖๐๐ ฟุต แล้วโปรดฯให้ เจิ้งเหอมหาขันทีเป็นนายพลเรือมีลูกเรือทั้งสิ้น ๒๗,๐๐๐ คน ประกอบด้วยคนหลากหลายอาชีพ เพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆแถบทะเลจีนใต้
        นายพลเจิ้งเหอ ( 郑和 ) เดิม เป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่ที่ยูนนานแซ่หม่า เมื่อกองทัพราชวงศ์หมิงกวาดล้างพวกมองโกลและกวดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย หม่าเหออายุ ๑๑ปีพลอยติดไปด้วยและถูกนำไปเป็นขันทีในวังของจู่ตี้อ๋อง หม่าเหอเป็นคนฉลาดหลักแหลมเก่งทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น เป็นคู่พระทัยจู่ตี้อ๋อง พระองค์โปรดฯให้เปลี่ยนจากแซ่หม่าเป็นแซ่เจิ้ง เป็นเจิ้งเหอ ส่วนชื่อแบบฉบับเฉพาะตนใช้ว่า ซานเปา เมื่อจู่ตี้อ๋องเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระจักรพรรดิหย่งเล่อแล้ว เจิ้งเหอ มีบรรดาศักดิ์เป็น ขันทีซานเปากง พระองค์จึงโปรดฯให้เจิ้งเหอเดินทางออกทะเลไปเจริญสัมพันธไมตรี เขาเดินทางรวม ๗ ครั้ง ครั้งแรก พ.ศ. ๑๙๔๘ - ๑๙๕๐ ครั้งที่สอง พ.ศ. ๑๙๕๐ - ๑๙๕๒ ครั้งที่สาม พ.ศ. ๑๙๕๓ - ๑๙๕๔ ครั้งที่สี่ พ.ศ. ๑๙๕๖ – ๑๙๕๘ ครั้งที่ห้า พ.ศ. ๑๙๖๐ - ๑๙๖๒ ครั้งที่หก ๑๙๖๔ - ๑๙๖๕ ครั้งที่เจ็ดสุดท้าย พ.ศ. ๑๙๗๕ - ๑๙๗๖
        เจิ้งเหอได้เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาสี่ครั้งจากเจ็ดครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองอยู่ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่สอง ครั้งที่สามอยู่ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาพุทธางกูร และครั้งที่สี่อยู่ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์สมัยแรก การเดินทางของเจิ้งเหอก่อนออกเดินทางเขาได้ทำการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินและองค์เจ้าแม่มาจู่หรือเจ้าแม่ทับทิม เมื่อเดินทางไปถึงท่าเรือเมืองใด เขาจะสร้างที่เคารพสักการะเจ้าแม่มาจู่ด้วย พร้อมกับให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามศาสนาต่างๆ
        จากจดหมายเหตุราชวงศ์หมิง ชื่อ หมิงสือลู่ ได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตเสียนหลอ ( สยาม ) ได้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีนหลายครั้ง ชื่อราชทูตที่น่าสนใจคือ ไน่อุน ไน่เจี๋ยจี่หลิง ไน่เหวินลี่หลอ ไน่ซานตั๋วไหม่ ไน่บี๋หลิน ไน่ยิ่งเจ๋อเผ่งซา ไน่ลาเผ่งซา เป็นต้น คำว่า ไน่ หมายถึง นาย ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ชั้นสูงในสมัยนั้น จากกฎหมายว่าด้วยตำแหน่งนาพลเรือนและทหารตามบรรดาศักดิ์ที่ได้รับ ที่เป็น นาย เช่น นายเสถียรรักษา นา ๖๐๐ นายศรีภักดี นายชาติภักดี นา ๕๐๐ เป็นต้น ดังนั้นคำว่า นาย จึงเป็นคำที่กำหนดขึ้นใช้กับขุนนางชั้นสูงเช่นเดียวกับคำว่า ขุน หลวง พระ พระยา ฯลฯนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันยังหลงเหลืออยู่ คือ นายหลวง ซึ่งเพี้ยนเป็น ในหลวง
        เมื่อเจิ้งเหอเป็นราชทูตเข้ามายังสยามหรือกรุงศรีอยุธยาถึงสี่ครั้ง ทางราชสำนักสยามจึงอาจเรียกท่านว่า นายเชิง ( เดิมใช้ว่า เชิงโห - Cheng Ho ปัจจุบันใช้ เจิ้งเหอ - Zheng He ) เมื่อนายเชิงเห็นสภาพขององค์พระเจ้าพนัญเชิงชำรุดทรุดโทรมเพราะสร้างด้วยอิฐถือปูนมานานถึง ๘๑ ปีแล้ว ( พ.ศ. ๑๘๖๗ - ๑๙๔๘ ) รวมทั้งองค์พระมีขนาดใหญ่มากตลอดจนเสนาสนะของวัดย่อมเป็นไปตามกาล เจิ้งเหอจึงให้ช่างจีนที่ติดมากับเรือช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ให้เหมือนเดิม ช่างจีนตลอดจนทหารจีนและพวกพ่อค้าจีนต่างให้ความเคารพองค์พระเจ้าพนัญเชิง และเรียกองค์พระท่านว่า ปุนเถ่ากง หรือองค์พระภูมิเจ้าที่ผู้ปกปักษ์รักษาบริเวณบ้านร้านรวงของพวกตนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในขณะเดียวกันคนไทยต่างเรียกขานกันว่า วัดนายเชิง ต่อมาคำว่า วัดนายเชิง เพี้ยนเป็น วัดพระนายเชิง - วัดพระนางเชิง – วัดเจ้าพระนางเชิง – วัดพแนงเชิง – วัดพนัญเชิง ในที่สุด
        ส่วนคำว่า ซำเปากง มาจากคำว่า ซานเปากง ( San Bao Gong ) ซึ่งเป็นนามแบบฉบับเฉพาะตนของเจิ้งเหอ เช่นเดียวกับข้อมูลจากหนังสือภูมิสถานอยุธยากล่าวว่า วัดนี้เป็นวัดของพระเจ้าสามโปเตียน ซึ่งมาจากคำว่า ซานเปาเตียน – ซานเปาไท่เชียน ( San Bao T’ai-chien ) ซึ่งเป็นนามของมหาขันทีเจิ้งเหอนั่นเอง
        ข้อสันนิษฐานอีกประการหนึ่งก็คือ คำว่า พแนงเชิง ได้มีกล่าวไว้ใน หนังสือตำนานมูลศาสนาไว้สองแห่งว่า “...ในเดือนวิสาขะเพ็ญ ไทยว่าเดือน ๘ เพ็ญ ในยามจักใกล้รุ่งวันนั้นแล ก็นั่งพับพะแนงเชิงอยู่แทบเค้าไม้มหาโพธิ์...” อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “...แม้นว่าองค์พระพุทธเจ้าอันประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ กับลักษณะน้อยได้ ๘๐ ทัศ นั่งพับพะแนงเชิงพอเต็มเหนือพื้นแผ่นหนัง...” คำว่า นั่งพับพะแนงเชิงแต่เดิมคงไม่ใช้เรียกการนั่งพับเพียบ แต่น่าจะเรียกการ นั่งขัดสมาธิตามลักษณะพระพุทธรูป
เมื่อไม่มีนามเรียกขานพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ จึงเรียกขานนามตามลักษณะขององค์พระพุทธรูป คือ พระพแนงเชิง หรือ วัดพแนงเชิง
ข้อสันนิษฐานทั้งสองประการนี้ น่าจะเป็นไปได้ทั้งสิ้น

การบูรณปฏิสังขรณ์
        การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพนัญเชิงครั้งนี้ของเจิ้งเหอ เขาอาจจะซ่อมแซมองค์พระทั้งองค์พร้อมทั้งเสนาสนะและพระวิหารภายในวัด ซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้ถึง ๗๐ ปีเศษ จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ประมาณ พ.ศ. ๒๑๒๑ - ๒๑๓๖ การซ่อมบูรณะแต่ละครั้งคงต้องใช้ช่างที่มีฝีมือและยึดหลักรูปแบบของเดิมไว้ตลอด เข้าใจว่าคงจะได้ซ่อมแซมต่อเนื่องกันมาจนถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาล่มสลาย ประมาณ ๑๗๔ ปี ภายหลังจากเสียกรุงถึง พ.ศ. ๒๓๙๓ กว่า ๘๓ ปี องค์พระคงชำรุดมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระเจ้าพนัญเชิงทั้งองค์ขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๓ และเสร็จสิ้น พ.ศ. ๒๓๙๔ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังวัดพนัญเชิง ทรงปิดทองคำเปลวที่พระพักตร์พระพุทธรูป ส่วนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงปิดทองคำเปลวที่พระศอของพระพุทธรูป เข้าใจว่ามีพิธีการเฉลิมฉลองสมโภชพระเจ้าพนัญเชิงด้วย
        สาเหตุที่โปรดฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งองค์นั้น ก็ด้วยทรงเห็นว่า มีคนไทยคนจีนได้กราบไหว้นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ ดังเช่นช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาจากจดหมายเหตุได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหลทั้งสองข้าง เป็นต้น และทรงเห็นว่า องค์พระพุทธรูปได้ชำรุดทรุดโทรมมาก เพราะได้ซ่อมใหญ่ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๐ รวมกว่า ๒๖๖ ปี หลังจากเสียกรุงแล้วบ้านเมืองเสียหายยับเยิน ยกเว้นองค์พระเจ้าพนัญเชิง นอกจากทรงปิดทองคำเปลวแล้ว ยังได้พระราชทานนามเสียใหม่ว่า “ พระพุทธไตรรัตนนายก”
        ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นที่องค์พระเจ้าพนัญเชิง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพลเทพ ( รอด กัลยาณมิตร ) เป็นแม่งานจัดการซ่อมแซมจนเรียบร้อยแล้วลงรักปิดทองคำเปลว เสร็จแล้วให้จัดงานฉลองเวียนเทียนสมโภช จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้เกิดเพลิงไหม้ผ้าห่มองค์พระขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้องค์พระชำรุดหลายแห่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ซ่อมบูรณะลงรักปิดทองคำเปลวเรียบร้อยแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ เสด็จพระราชดำเนินไปปิดทองคำเปลวที่พระพักตร์พระเจ้าพนัญเชิงแล้วทำการสมโภช
        ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าพนัญเชิงเกิดชำรุด คือ พระหนุ ( คาง ) และพระปรางค์เกิดพังลงมาด้วยอุบัติเหตุ ( ? ) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้เดินทางไปตรวจสอบความเสียหายขององค์พระ และได้นำเสนอพระยาโบราณราชธานินทร์ ( พร เตชะคุปต์ ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา เพื่อพิจารณาการซ่อมบูรณะ ท่านสมุหเทศาภิบาลตกลงได้มอบให้ศาสตราจารย์ศิลป์ปั้นพระพักตร์ใหม่ คงจะใช้แบบเศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่วัดธรรมิกราชที่ท่านสมุหเทศาภิบาลได้ขุดสำรวจพบเป็นแนวทางพุทธศิลป์สมัยอู่ทอง เมื่อปั้นเสร็จ พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านสมุหเทศาภิบาลพร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาได้สร้างพระอุณาโลมทองคำประดับพลอยแดง น้ำหนักทองคำ ๕๗ บาทปิดที่พระนลาฏ ( หน้าผาก)ขององค์พระ แทนที่ของเดิมที่เป็นพระอุณาโลมทองแดง
        ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ กรมศิลปากรได้บูรณะซ่อมแซมลงรักปิดทองอีกครั้งหนึ่งเสร็จในปีพ.ศ. ๒๔๙๔
ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้มีการลงรักปิดทององค์พระเจ้าพนัญเชิง แล้วนำเอาพระอุณาโลมทองคำออกไปเก็บไว้ มิได้นำมาติดไว้เหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน เพื่อป้องกันโจรภัย

ลักษณะพุทธศิลป์
        พระเจ้าพนัญเชิง เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบก่ออิฐถือปูนปิดทองขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒๐ เมตร ๑๗ เซนติเมตร สูงตลอดถึงยอดรัศมี ๒๐ เมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง ซึ่งใช้รูปแบบช่างศิลปะแบบขอมผสมผสานกับแบบทวารวดี แต่เป็นช่างฝีมือคนไทย นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าเป็นศิลปะที่พวกมอญสร้าง แต่สมัยนั้น กรุงละโว้และหัวเมืองใกล้เคียงกล่าวกันว่าส่วนหนึ่งใช้ภาษามอญพูด
        พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง นักโบราณคดีได้แบ่งเป็นสมัยอู่ทอง – ทวารวดี อู่ทอง – ศรีวิชัย อู่ทอง – ละโว้ และสมัยอู่ทองบริสุทธิ์ สมัยอู่ทองจะอยู่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ หรือ ๑๘ จนถึง ๒๐ แต่นักวิชาการบางท่านว่า อยู่ช่วงก่อนและหลัง พ.ศ. ๑๘๙๓ แรกสถาปนากรุงศรีอยุธยา
        ลักษณะของพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง ส่วนใหญ่นั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ห่มดอง พระพักตร์สั้น พระขนงตรง พระโอษฐ์ใหญ่ เส้นพระศกคล้ายหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ยาวปลายตัดตรง ทรวดทรงคล้ายมนุษย์ วงพระพักตร์มีลักษณะแก่และหนุ่ม พระชงฆ์มีทั้งสันคมและกลมกลึง ฐานพระพุทธรูปมักทำเป็นหน้ากระดานเว้าเข้าข้างใน ส่วนยอดพระมาลามีหลายแบบ ต่อมาได้รับอิทธิพลแบบสุโขทัยสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๐
       ถึงแม้พระเจ้าพนัญเชิงจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้งก็ตามแต่ช่างก็ยังคงไว้ซึ่งพุทธลักษณะสมัยอู่ทอง คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๖๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๗๒ ซึ่งได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ คือ กว่า ๖๐๐ ปีมาแล้ว

ความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์
จ        ากนิราศวัดเจ้าฟ้าของสุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้กล่าวถึงวัดพนัญเชิงตอนหนึ่งว่า

“ มาถึงวัดพนังเชิงเทิงถนัด
ว่าเป็นวัดเจ้าฟ้าพระกลาโหม
ผนังก่อมุมเป็นซุ้มโคม
ลอยโพยมเยี่ยมฟ้านภาลัย
มีศาลาท่าน้ำดูฉ่ำชื่น
ร่มระรื่นรุกขาน่าอาศัย
บิดาพร่ำร่ำเล่าให้เข้าใจ
ว่าพระใหญ่อย่าเลี่ยงที่เสี่ยงทาย
ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุ
ก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย
แม้พาราผาสุกสนุกสบาย
พระพักตร์พรายเพราพริ้มดูอิ่มองค์
แต่เจ็ดย่านบ้านนั้นก็นับถือ
ร้องเรียกชื่อว่าพระเจ้าปุนเถาก๋ง
ด้วยบนบานการได้ดั่งใจจง
ฉลององค์พุทธคุณกรุณัง
แล้วก็ว่าถ้าใครน้ำใจบาป
จะเข้ากราบเกรงจะทับต้องกลับหลัง...”

        ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า พระเจ้าพนัญเชิงคงจะเคยพังทลายลงมาก่อนหน้านั้นคือตอนสมัยกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี ดังคำกลอนของสุนทรภู่ที่ว่า ...ก็อาเพศพังหลุดทรุดสลาย และคงจะได้ซ่อมบูรณะมาหลายครั้งหลังจากการซ่อมบูรณะสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว
        พระพุทธรูปขนาดใหญ่เช่นนี้ เมื่อผู้สร้างกระทำด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า ย่อมมีเทพารักษ์ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาองค์พระและอำนวยโชคลาภให้แก่คนที่มาเคารพกราบไหว้สักการะด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธา ส่งผลให้ได้ซึ่งสิ่งพึงปรารถนาอย่างถ้วนหน้า กล่าวกันว่าเซียมซีเสี่ยงทายของพระองค์ท่านแม่นยำนัก หากเข้าไปกราบไหว้ลองมองขึ้นไปที่พระพักตร์ จะเห็นสายพระเนตรทอดลงมาสู่ผู้มองที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ผู้มีจิตศรัทธาต่างก็นำเข้าของดอกไม้ธูปเทียนไปสักการะ บางคนนำผ้าเหลืองปีนขึ้นไปห่มบนองค์พระ ย่อมทำให้องค์พระชำรุดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนี้ผ้าห่มเหล่านั้นอาจเป็นเชื้อไฟอย่างดี เมื่อเทียนธูปเกิดลุกไหม้ขึ้นลามไปที่ผ้าห่มองค์พระจึงเกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง เข้าใจว่าสมัยนั้นไม่มีผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา
        อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากนิราศสุนทรภู่จากวรรคที่ว่า “ถ้าบ้านเมืองเคืองเข็ญจะเป็นเหตุ ...” หากย้อนขึ้นไปตอนกรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ด้วยพวกโจรต่างชาติและคนในชาติปล้นพระราชวัง วัดวาอาราม ตลอดจนบ้านเรือนราษฎร ทำให้บ้านเมืองเกิดกลียุคข้าวยากหมากแพง ผู้คนล้มตายด้วยโรคห่า เป็นต้น ซึ่งในบันทึกจดหมายเหตุของชาติได้กล่าวไว้ว่า ก่อนเสียกรุงได้เกิดอาเพศต่างๆ เช่น “... พระประธานวัดเจ้าพระนางเชิงน้ำพระเนตรไหลลงมาจนพระนาภี...” ในช่วงนั้นบรรดาชาวจีนที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่างอพยพไปรวมกันตั้งค่ายอยู่ที่บริเวณคลองสวนพลูซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของวัดนี้ประมาณ ๔๐๐ คน จึงทำให้ไม่มีพวกโจรปล้นชาติเข้าไปปล้นวัดหรือรื้อค้นทำลายทรัพย์สินภายในวัดพนัญเชิง ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ไฟไหม้องค์พระ ๒ ครั้ง ไทยต้องเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสและอังกฤษหลายเมือง และ พ.ศ. ๒๔๗๒พระพักตร์หลุดพังทลายลง ถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ รัชกาลที่ ๗ ต้องสละพระราชอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็น ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
        สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เครื่องบินข้าศึกได้ทิ้งระเบิดหลายลูกเพื่อทำลายสะพานใกล้วัดพนัญเชิง แต่ปรากฏว่า ลูกระเบิดด้านและไปตกที่อื่นหมด
       กล่าวโดยสรุปแล้ว พระพุทธไตรรัตนนายก เป็นพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่มากเป็นแบบก่ออิฐถือปูน ลักษณะเป็นสมัยอู่ทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๗ โดยพระเจ้าบรมราชา กษัตริย์กรุงอโยธยา ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๙๔๘ เจิ้งเหอมหาขันทีได้บูรณปฏิสังขรณ์จนคนเรียกว่า ซำปอกง ซึ่งเป็นนามของท่านคือ ซานเปากง หรือ ซานเปาเตียน และเรียกวัดนี้ว่า วัดนายเชิง ซึ่งเป็นชื่อของท่าน ต่อมาเพี้ยนเป็น พะแนงเชิง และ พนัญเชิง อีกประการหนึ่งน่าจะมาจากคำเรียกท่านั่งของพระพุทธรูปว่า นั่งพับพะแนงเชิง เป็น พะแนงเชิง – พนัญเชิง ในที่สุด องค์พระได้ซ่อมบูรณะหลายครั้ง คือ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าพนัญเชิงจึงเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์หนึ่ง ที่มีผู้คนไปกราบไหว้สักการะเป็นประจำตลอดปี



                                                         บรรณานุกรม

กรมศึกษาธิการ. หนังสือพระราชพงศาวดาร. ๓ เล่ม กรมศึกษาธิการ, ร.ศ. ๑๒๖ ( พ.ศ. ๒๔๕๑ )
พ. สุวรรณ. ซำปอกง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยและชาวจีน. กรุงเทพฯ : บ้านมงคล , ๒๕๔๒.
พระราชวังและวัดโบราณ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งรูปถ่ายและแผนผัง. พิมพ์ในงานศพนายจำรัส เกียรติก้อง ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑. กรมศิลปากร, ๒๕๑๑.
มานิต วัลลิโภดม. “ศิลปสมัยอู่ทอง” ศิลปสมัยอู่ทอง ศิลปสมัยอยุธยา ศิลปสมัยรัตนโกสินทร์. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๑๐. พิมพ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๐.
วินัย พงศ์ศรีเพียร บรรณาธิการ. ปัญหาในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย, ๒๕๒๙.
สมบูรณ์ แก่นตะเคียน. เจ้าแม่ทับทิม ( มาจู่ ). เอกสารต้นฉบับ, ๒๕๔๘.
Wheatley, Paul. The Golden Khersonese. Kualalumpur : Penerbit Universiti Malaya, 1980.

 

         :   สมบูรณ์ แก่นตะเคียน     

Title  :  San Bao Gong, Pananchoeng Monastery

        :  Somboon Kantakian

 

 ภาพประกอบ

 

 

 

 

 

เจิ้งเหอ

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน