Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
จีนศึกษา
  CHINESE TEXT PROJECT
  STANDARD CHINESE
  เส้นสายลายอักษร
  ลัทธิเต๋า
  รวมเรื่องจีนศึกษา-China Knowledge
  วัฒนธรรมศึกษาจากเว็บต่างๆ
  วัฒนธรรมศึกษาจากภาพ
  พระบรมฉายาลักษณ์ของฮ่องเต้
  มังกรจีนสมัยโบราณ
  มังกรจีนศึกษา
  เลือกเพศให้ลูก
  จีนโบราณจาก บริทิชมิวเซียม
  การเดินทางไกลของเหมาเจ๋อตุง
  จีนในปัจจุบัน
แซ่สกุล
  แซ่ตระกูลที่ใช้กันมาก
  ข้อมูลตระกูลแซ่ต่างๆ
  ประวัติบางแซ่สกุล
  200 แซ่สกุลที่ใช้มาก
  ตระกูลแซ่หลิน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ
  BEIJING UNIVERCITY
  Shanghai Jiao Tong University
  Tsinghua University
  Xi'an Jiaotong University
  The Chinese University of Hong Kong
  The University of Hong Kong
  The Hong Kong University of Science and Technology
  Southeast University
  East China Normal University
  Tongji University
  Huazhong University of Science and Technology
  The Hong Kong Polytechnic University
  Tianjin University
  City University of Hong Kong
  Harbin Institute of Technology
  Wuhan University
  China Agricultural University
  Renmin University of China
  Xiamen University
  Fudan University
  Hong Kong Baptist University
  Shandong University
  Nanjing University
  University of Science and Technology of China
  Zhe Jiang University
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด
  NATIONAL LIBRARY OF CHINA
  CHINA'S MUSEUMS
  GREAT WALL OF CHINA
  SACRED MOUNTAINS OF CHINA
หนังสือพิมพ์
  Xinhua
  People's Daily
  China Daily
  China News
  China .com.cn
  China Youth Daily
เจ - มังสวิรัติ - VEGETARIAN
  เจ-อิ่มบุญ
  พลังบุญ
  เมนูอาหารเจ
  เจทิพย์
  อาหารมังสวิรัติ
  International Vegetarian Union (IVU)
  The Veggie Hub
  Vegetarianism
  A Guide to Vetetarian
  simple-veganista.com/all-recipes
เว็บเครือสมบูรณ์
  ตระกูลแซ่หลิน
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด

        ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนแก่ตาย ย่อมมีปฏิบัติกันทุกกลุ่มเชื้อชาติ เพียงแต่ว่า การปฏิบัติเหล่านั้นได้สืบทอดกันมานานเพียงใด เช่นเดียวกับคนจีน ที่ได้ปฏิบัติกันมาต่อเนื่องหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้กาลเวลาและสังคมของคนจีนได้เปลี่ยนไป แต่กิจกรรมเกี่ยวกับประเพณีที่ดีบางอย่างก็ยังคงรักษากันไว้ เพื่อสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ณท้องถิ่นใดในประเทศไหน

        การถือกำเนิดเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ที่คนจีนได้ปฏิบัติกันมา ถึงแม้จะปฏิบัติไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่รากเหง้าเหมือนกัน

        พิธีกรรมเกี่ยวกับการแรกเกิดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนนั้น ย่อมมีพิธีกรรมปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสวดมนตร์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองทารกในครรภ์ และแรกเกิดในช่วงระยะต่างๆคือ เมื่อทารกอายุได้สามเช้าของวัน หนึ่งเดือนแรก หนึ่งร้อยวันแรก และครบหนึ่งปีของทารกแรกเกิด รวมทั้งการทดสอบอาชีพในอนาคตของเด็กด้วย ทั้งนี้เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็ก ดูแลเด็ก ให้ศีลให้พรเด็กให้แข็งแรง เลี้ยงง่าย รวมทั้งให้ช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจที่จะมารังควานมารดาของเด็ก

        การสวดมนตร์โดยทั่วไป คือการขอพรจากเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆให้คุ้มครองเด็กในครรภ์และมารดา เช่น พระกวนอิมโพธิสัตว์ เทพปีเชี่ย เทพแห่งดอกไม้ การรับประทานอาหารที่ถูกหลักอนามัย การไม่รับประทานอาหารที่เป็นของแสลงกับการตั้งครรภ์ การไม่ไป งานแต่งงาน งานศพ การขุดดิน การรักษาสุขภาพจิตให้สงบ การศึกษาข้อมูลต่างๆในระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นต้น

       พิธีกรรมเด็กเกิดมาครบสามเช้าด้วยการอาบน้ำให้เด็ก และเป็นการอาบน้ำในอ่างครั้งแรกของเด็ก พิธีนี้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง พ.ศ. ๑๑๖๑ – ๑๔๕๐ และนิยมกันมากในสมัยราชวงศ์ซ่ง พ.ศ. ๑๕๐๓ – ๑๘๒๒ เหล่าบรรดาญาติมิตรต่างพากันมาเยี่ยม พร้อมทั้งของเยี่ยมเช่น ลูกเกาลัด ลูกอินทผาลัม ให้ความหมายว่าเด็กสามารถยืนหยัดด้วยตนเองในอนาคต พร้อมทั้งเอาหอมแดงโปะที่ศีรษะให้ความหมายว่าให้เด็กเฉลียวฉลาด ของที่เอามาเซ่นไหว้ได้แก่ ไข่ย้อมสีแดง จะใช้กี่ฟองนั้นก็แล้วแต่ มีเคล็ดว่า ถ้าเป็นลูกชายใช้จำนวนเลขคี่ ถ้าเป็นลูกหญิงใช้จำนวนเลขคู่ เส้นหมี่สั่วหรือหมี่แห้ง ขนมใส่ไส้ รวมทั้งอาหารคาวอย่างอื่น ผู้ที่เตรียมของเหล่านั้นคือคุณยายของทารก ซึ่งถือกันว่าเมื่อบุตรสาวแต่งงานออกเรือนไปแล้ว เมื่อบุตรสาวคลอดบุตร มารดาจะต้องจัดเตรียมของไหว้ดังกล่าว แล้วนำไปเซ่นไหว้ที่บ้านบุตรเขย

        และวันเช้าที่สามนี้แม่จะเริ่มให้นมบุตร พร้อมทั้งใช้น้ำที่มีรสขมเช่นบรเพชรทาหัวนมก่อนให้นมบุตร เพื่อเป็นการเตือนให้บุตรมีความอดทน อย่างไรก็ตามบางท้องถิ่นในประเทศจีนเมื่อครอบครัวได้บุตรชาย บิดาจะนำบุตรออกไปนอกบ้าน แล้วยิงธนูไปทั้งสี่ทิศเพื่อให้บุตรชายมีความทะเยอทะยานสูงมีความกล้าหาญ แต่ถ้าเป็นบุตรหญิงจะไม่ทำกัน

         เมื่อทารกอายุครบสามสิบวัน จึงทำพิธีโกนผมไฟโดยช่างตัดผมที่ญาติได้เชิญมาพร้อมเงินใส่ซองให้ช่าง แล้วจึงนำผมไฟไปทิ้งหรือแขวนไว้ที่ข้างเตียงนอน ในบางท้องถิ่นวันครบรอบสามสิบวันของทารก เป็นวันที่มารดาอุ้มบุตรออกจากห้องคลอดไปยังห้องอื่นๆได้ นั่นก็คือ เด็กย้ายห้องนอนไปนอนห้องนอนใหม่ บางท้องถิ่นจะตั้งชื่อเด็กด้วย

        ในขณะเดียวกัน บิดามารดาหรือญาติจะนำเอาล็อกเก็ตทำด้วยเงิน เป็นรูปสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนนานและความเป็นสิริมงคลและขอให้ร่ำรวย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มาสวมคอให้เด็ก      

 

        เมื่ออายุครบหนึ่งร้อยวัน จะทำพิธีตั้งชื่อ ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นที่ญาติใช้เรียกกัน เช่น “อ้อก้าว” แปลว่า หมาดำ “เปะก้าว” “เจี้ยว” “ฮั้ว” เป็นต้น แต่บางภูมิภาคของจีนจะตั้งชื่อตามน้ำหนักเทียบกับทองคำ พร้อมเขียนตัวอักษรที่เป็นสิริมงคลให้เด็ก เช่นคำว่า ก๊วย เป็นต้น

 

 

        เมื่อเด็กทารกอายุครบหนึ่งปี จะทำพิธีทดสอบว่าอนาคตของเด็กจะประกอบอาชีพอะไรที่เรียกว่า ชัวะโฉวะ 抓周 ด้วยการวางสิ่งของอย่างละชิ้น รอบตัวเด็ก อาจเลือกสิ่งของสำหรับทำนายเด็กชาย และสิ่งของที่จะทำนายเด็กหญิง โดยให้เด็กหยิบสิ่งเหล่านั้นมาเล่นโดยที่บิดามารดาไม่ยุ่งเกี่ยว ของที่วางไว้รอบตัวเด็กได้แก่ ที่ประทับตรา หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา เต๋า หรือขงจื่อ กระดาษ ลูกคิด เหรียญ เพชรพลอย ดอกไม้ อาหาร ตุ๊กตา ช้อน ด้าย ขนม พู่กันจีน ปากกา กรรไกร ไม้บรรทัด  ลูกแอ็บเปิล ลูกบอลยาง เป็นต้น แล้วทำนายตามที่เด็กหยิบ เช่น ถ้าเด็กหยิบที่ประทับตราแสดงว่าจะทำราชการ ถ้าเด็กหยิบหนังสือหรือปากกา แสดงว่ารักการอ่าน ถ้าเด็กหยิบไม้บรรทัดแสดงว่าอนาคตคงเป็นช่างตัดผม  ถ้าหยิบตุ๊กตาแสดงว่าเด็กชอบเล่น เป็นต้น การวางสิ่งของรอบตัวเด็ก บิดามารดาย่อมเลือกสิ่งที่น่าจะเป็นอาชีพของเด็กในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานะและความเป็นอยู่ตลอดจนอาชีพของบิดามารดาในขณะนั้นด้วย แน่นอนว่าในปัจจุบันสิ่งของที่วางย่อมแตกต่างจากสมัยก่อน

        ภายหลังจากให้เด็กหยิบของแล้ว เจ้าของบ้านจัดงานเลี้ยงให้เหล่าบรรดาญาติมิตรที่มาในงาน ในขณะที่ญาติๆให้อั่งเปาให้ศีลให้พรเด็ก ซึ่งอาหารที่เลี้ยงจะต้องเป็นหมี่ที่เป็นเส้นยาวห้ามตัด เพื่อแสดงถึงความมีอายุยืนยาว เป็นเสร็จพิธีเมื่อการจัดงานเลี้ยงเลิก

       เหล่านี้คือพิธีโดยรวมๆของชาวจีน แต่อย่างไรก็ตามย่อมมีความต่างไปตามภูมิภาค ตามฐานะและเศรษฐกิจ ตามวันเวลาที่เปลี่ยนไป สังคมวัฒนธรรมของคนจีนก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน

        ลองมาดูสังคมคนไทยเชื้อสายจีนที่ภูเก็ต ซึ่งส่วนใหญ่พูดฮกเกี้ยน บางส่วนพูดแต้จิ๋ว กวางตุ้ง จีนแคะ แต่ธรรมเนียมในการปฏิบัติเกือบทั้งหมดเหมือนกัน เพราะมาจากจีนภาคใต้ด้วยกัน เมื่อผู้หญิงมีครรภ์จะต้องปฏิบัติและไม่ปฏิบัติอะไรบ้าง

 

        ส่วนเทพเจ้าที่เคารพนับถือนั้นได้แก่ พระกวนอิมโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาขอสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น กิมฮั้วเหนียวเหนียวเทพแห่งการขอให้มีคู่ครอง มาจอโป๋หรือเทียนซงเซงโบ้ขอให้ได้บุตร คุ้มครองทารก จูแซเหนียวเหนียวหรือเมิ่งปั๋วเหนียงเหนียง ผู้กำหนดให้คนมาเกิดหลังจากหมดโทษหรือต้องมารับใช้กรรมในชาติภพใหม่

        เมื่อคลอดบุตรจะต้องอยู่ไฟใช้ก้อนเส้าประคบท้อง รับประทานอาหารที่บำรุงร่างกายให้มีน้ำนมมาก ส่วนเด็กทารกให้กินน้ำตาลทรายแดงเพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แล้วใช้ด้ายไหมสามสีมีสีแดงสีดำและสีขาว ผูกข้อมือและผูกเอว เพื่อทำขวัญไม่ให้เด็กตกใจ ในขณะที่มีความเชื่อว่า เด็กจะมีแม๋ซื้อคือ จูแซเหนียวเหนียว  เป็นผู้คุ้มครองปกปักรักษาเด็ก

        เมื่อเด็กอายุครบหนึ่งเดือน จะทำพิธีโกนผมไฟ เสร็จแล้วทำพิธีไหว้เทพเจ้าประจำบ้าน ตลอดจนหิ้งแซ่ตระกูลหรือซินจู้ และหิ้งทีกงหน้าบ้าน เพื่อแนะนำสมาชิกใหม่ของบ้านให้เทพเจ้าประจำบ้านและบรรพบุรุษได้ทราบ และช่วยปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาให้ศีลให้พรทารก ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งกายใจ เวลาที่กำหนดจะต้องเลยสามสิบวันไปแล้ว จึงจะทำพิธีได้ อาจจะดูฤกษ์ยามหรือวันว่างของครอบครัว เช่นเดียวกับมารดาของเด็กแรกเกิดที่ยังไม่ถึงสามสิบวัน ถือว่าร่างกายยังสกปรกอยู่ไม่เช้งหรือไม่สะอาด ห้ามเข้าไปดูเขาประกอบพิธี เช่น กินผัก อาจฉ้องหรือถูกของได้ ถึงตัวเองปลอดภัย แต่คนทำพิธีอาจรับกรรมไปก็ได้

         ของที่เซ่นไหว้ มีดังนี้

        ไข่ต้มย้อมสีแดง จำนวนมากน้อยตามที่คิดไว้ว่าจะแจกใครบ้าง แต่ถ้าเป็นบุตรชายเป็นจำนวนคี่ บุตรหญิงเป็นจำนวนคู่ ไข่สีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งการก่อเกิด ความมีโชคดี มีความสุขรอบด้าน ในสมัยโบราณ ไข่ต้มสีแดงใช้ประกอบพิธีเฉพาะการมีบุตรชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันใช้กันทั้งการมีบุตรชายบุตรหญิง

 

        อิ่วปึ่ง หรือ ข้าวเหนียวทรงเครื่อง ซึ่งมีวิธีทำและส่วนประกอบคือ ข้าวเหนียวขาว ๑ ก.ก.แช่น้ำแล้วเอาไปนึ่งให้สุก กุ้งแห้งตัวเล็กประมาณ ๒๕๐ กรัม เนื้อหมูสามชั้น ๑/๒ ก.ก ต้มให้สุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆยาวประมาณ ๑ นิ้ว หัวหอมเล็กเจียวประมาณ ๒๕๐ กรัม น้ำตาลทราย ๑ ถ้วย น้ำซุปกระดูกหมูหรือน้ำเปล่า ๒ ๑/๒ ถ้วย ไก่ต้มใช้อกไก่ฉีกเป็นฝอย ซีอิ้วขาว ๑/๔ ถ้วย ซีอิ้วดำหวาน ๑ ช.ต. เกลือ ๑ ๑/๒ ช.ต. ผงพะโล้นิดหน่อยถ้าจะใส่พอหอม วิธีปรุงคือ กะทะตั้งไฟใส่น้ำมันเอากุ้งแห้งลงผัดใส่หมูลงผัด ใส่ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำหวาน น้ำตาลทรายเกลือ ผัดจนเข้ากันดีแล้วจึงใส่ข้าวเหนียวนึ่ง เติมน้ำกระดูกหมูหรือน้ำเปล่า แล้วปิดฝา อบด้วยไฟอ่อนๆจนแห้ง ตักขึ้นใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วโรยด้วยหอมเจียว เป็นเสร็จ (จะไม่ใส่หมูก็ได้ หรือจะใช้หมูเนื้อแดงแทนก็ได้อีกนั่นแหละ) ในสมัยโบราณขนมอิ่วปึ่งใช้ประกอบพิธีกรรมเฉพาะการมีบุตรชายเท่านั้น ยิ่งการที่มีบุตรชายคนแรกของครอบครัว ย่อมจัดงานใหญ่กว่าธรรมดา เพราะถือว่ามีผู้สืบสายสกุลของครอบครัวตนแล้ว แต่ปัจจุบันใช้ทั้งการมีบุตรชายหรือบุตรหญิง

 

    อิ่วปึ่ง

        อั่งกู้ หรือขนมเต่าแดง เพื่อให้มีอายุยิ่งยืนนาน

        ฮวดโก้ย หรือขนมถ้วยฟู เพื่อให้ชีวิตเจริญเฟื่องฟู

        บี้โก้ย หรือข้าวเหนียวกวนให้มีความสามัคคีเหนียวแน่นในครอบครัว

        เซียะหลิวฮวย หรือกิ่งทับทิม ๑ กิ่ง

        ทองคำ แล้วแต่ฐานะของครอบครัว ส่วนใหญ่ ๑ บาทเพื่อเป็นพิธี

        ของใช้ที่จำเป็นของเด็ก เช่น เปล แป้งเด็ก ผ้าอ้อม สบู่เด็ก เป็นต้น

        ฯลฯ แล้วแต่ละท้องถิ่นที่เพิ่มเติมหรือตัดออก เช่น หมูต้ม ๑ ชิ้น ฯลฯ

        เมื่อทำพิธีไหว้ที่บ้านเสร็จแล้ว บางบ้านอาจจะพาเด็กไปไหว้ที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน หรือศาลเจ้าปุดจ้อหรือพระกวนอิมโพธิสัตว์ มาจอโป๋ กิมฮวยเหนียว จูแซเหนียว เช่นที่ภูเก็ต พร้อมทั้งขอให้ปุดจ้อตั้งชื่อให้ด้วย

        ส่วนของที่เซ่นไหว้โดยเฉพาะ อิ่วปึ่ง จะจัดใส่จาน แล้วเอาใส่เสี่ยหนาตะกร้า เอาไปแจกบ้านญาติและมิตรเพื่อนบ้านในแถบนั้น ผู้ที่ได้รับขนม ก็จะห่ออั่งเปา หรือ เส้นหมี่สั่ว หรือไข่ไก่ ไข่เป็ด ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด แต่ส่วนใหญ่มักห่ออั่งเปาด้วยกระดาษแดงตัดจากซองธูป เพราะชนบทบ้านไกล การให้สิ่งของตอบแทนนี้เป็นสินน้ำใจที่แต่ละบ้านให้แบบตามมีตามเกิด ตามฐานะของตน

        ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตส่วนหนึ่งคือการถือกำเนิดเป็นพิธีกรรมที่ได้สืบทอดกันมาแต่โบราณ เมื่อถึงยุคสมัยใหม่ ถ้าหากคนไทยเชื้อสายจีนได้ปฏิบัติตามธรรมเนียมตามภาษาของตน เพื่อสืบทอดมรดกของบรรพบุรุษมิให้สูญหายหรือขาดสาย ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อบรรพชน ถึงแม้จะไปอยู่ตรงส่วนใดของโลก ความเป็นคนเชื้อสายจีนก็ยังติดตัวไปตลอดจนถึงรุ่นลูกหลานเหลนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

   :   สมบูรณ์ แก่นตะเคียน   ๒๖ กรกฎาคม  ๒๕๕๖

 

 

 

*****

            

 

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน