Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
จีนศึกษา
  CHINESE TEXT PROJECT
  STANDARD CHINESE
  เส้นสายลายอักษร
  ลัทธิเต๋า
  รวมเรื่องจีนศึกษา-China Knowledge
  วัฒนธรรมศึกษาจากเว็บต่างๆ
  วัฒนธรรมศึกษาจากภาพ
  พระบรมฉายาลักษณ์ของฮ่องเต้
  มังกรจีนสมัยโบราณ
  มังกรจีนศึกษา
  เลือกเพศให้ลูก
  จีนโบราณจาก บริทิชมิวเซียม
  การเดินทางไกลของเหมาเจ๋อตุง
  จีนในปัจจุบัน
แซ่สกุล
  แซ่ตระกูลที่ใช้กันมาก
  ข้อมูลตระกูลแซ่ต่างๆ
  ประวัติบางแซ่สกุล
  200 แซ่สกุลที่ใช้มาก
  ตระกูลแซ่หลิน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ
  BEIJING UNIVERCITY
  Shanghai Jiao Tong University
  Tsinghua University
  Xi'an Jiaotong University
  The Chinese University of Hong Kong
  The University of Hong Kong
  The Hong Kong University of Science and Technology
  Southeast University
  East China Normal University
  Tongji University
  Huazhong University of Science and Technology
  The Hong Kong Polytechnic University
  Tianjin University
  City University of Hong Kong
  Harbin Institute of Technology
  Wuhan University
  China Agricultural University
  Renmin University of China
  Xiamen University
  Fudan University
  Hong Kong Baptist University
  Shandong University
  Nanjing University
  University of Science and Technology of China
  Zhe Jiang University
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด
  NATIONAL LIBRARY OF CHINA
  CHINA'S MUSEUMS
  GREAT WALL OF CHINA
  SACRED MOUNTAINS OF CHINA
หนังสือพิมพ์
  Xinhua
  People's Daily
  China Daily
  China News
  China .com.cn
  China Youth Daily
เจ - มังสวิรัติ - VEGETARIAN
  เจ-อิ่มบุญ
  พลังบุญ
  เมนูอาหารเจ
  เจทิพย์
  อาหารมังสวิรัติ
  International Vegetarian Union (IVU)
  The Veggie Hub
  Vegetarianism
  A Guide to Vetetarian
  simple-veganista.com/all-recipes
เว็บเครือสมบูรณ์
  ตระกูลแซ่หลิน
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

พระฮุยเหนิงโจวซือ

 

 

 

 

ร่างสังขารพระฮุยเหนิงโจวซือ  ยังคงอยู่ตามสภาพ  ไม่เน่าเปื่อย  พระสถูปเปิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒  เป็นเวลา ๑๒๐๖ ปี  ปัจจุบันยังประดิษฐานอยู่ที่วัดปั๋วหลิน  รวมอายุถึงปัจจุบัน  ๑๒๙๔ ปีมาแล้ว

 

        พระฮุยเหนิงโจวซือ  หรือ ลักโจ๊ว หรือ หลักจ้อ หรือ ฮุยเล้งไท่ซือ หรือ พระเว่ยหล่างมหาครูบา หรือ พระสังฆปรินายกองค์ที่ ๖  สมณศักดิ์ของท่านที่ได้รับพระราชทานคือ  “ไท่ก่ำเซียงซือ”

        พระฮุยเหนิงถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๘ ค่ำ เดือน ๒ พ.ศ. ๑๑๘๑  ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ใช้ปีรัชกาลว่าเจินกวนเป็นปีที่ ๑๒ ณ ตำบลซินโจว  มณฑลกว่างตง  บิดาชื่อ เซ่งเทา  แซ่โล่ว  มารดาชื่อ หลี่สี  ในช่วงที่บุตรชายคลอดจากครรภ์มารดา  ปรากฏว่าเกิดศุภนิมิตรต่างๆ  คือ มีแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณบ้าน  มีกลิ่นหอมฟุ้งกระจายตรลบอบอวลไปทั่วบ้าน  สักครู่ต่อมามีพระภิกษุสองรูปเดินเข้ามาในบ้าน  เพื่อขอตั้งชื่อบุตรชายที่เพิ่งคลอดเมื่อครู่ว่า  “ฮุยเหนิง”  ข้างบิดามีความยินดีมากกราบนมัสการถามท่านว่าเหตุใดจึงตั้งชื่อให้ว่าฮุยเหนิง  พระท่านอธิบายว่า  คำว่า “ฮุย”  หมายถึง “ธรรมทาน”  ส่วนคำว่า “เหนิง”  หมายถึง  ผู้ที่มีความสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้  แล้วทั้งสองท่านก็ลาจากไป

        อย่างไรก็ตามครอบครัวของโล่วฮุยเหนิง เป็นครอบครัวชาวนาที่ยากจนและไม่ได้รับการศึกษาเหมือนครอบครัวปานกลางหรือมีอันจะกินทั่วไป  นอกจากทำนาแล้ว ช่วงเวลาว่างจะไปตัดไม้ฟืนหาบไปขายในตลาด แต่ถึงคราวเคราะห์บิดามาถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่ตนยังเด็ก โล่วฮุยเหนิงจึงต้องช่วยมารดาทำงานหนัก จึงไม่ได้รับการศึกษา  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  เมื่อฮุยเหนิงเจริญวัยขึ้นก็ยังหาบฟืนไปขาย  แต่สิ่งหนึ่งที่มีในตัวของเขาก็คือ  ความเฉลียวฉลาด เป็นเด็กอัจฉริยะ มีความทรงจำเป็นเลิศ

        วันหนึ่งขณะที่หาบฟืนไปขายที่ตลาด เขาเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งในตลาดได้ยินเสียงชายเจ้าของบ้านกำลังอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า  ชื่อ วชิระปัญญาปรมัตถสูตร  เขาหยุดชงักพักมัดฟืนไว้กับพื้น  ยืนฟังอยู่จนรู้ถ้อยความแจ่มแจ้ง  อดรนทนไม่ไหวจึงเข้าไปหาชายผู้นั้น  เพื่อจะถามว่าใครเป็นคนเขียนข้อความเหล่านั้น  ชายผู้นั้นตอบว่า  เขาได้ยินข้อความเหล่านี้มาจากชายคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์พระภิกษุฮุงเจิ้นไท่ซือ  เมื่อได้ทราบแล้วเขาจึงหาบฟืนไปขายต่อ  แต่จิตใจก็ยังคิดถึงคำท่องบ่นเหล่านั้นอยู่  เมื่อกลับถึงบ้านเขาได้ทบทวนคำสอนเหล่านั้น  จึงคิดที่จะไปหาท่านผู้สอนคือ พระฮุงเจิ้นไท่ซือ  เพื่อขอศึกษาธรรม

        ฮุยเหนิงจึงขออนุญาตมารดาเดินทางไปยังสำนักพระฮุงเจิ้นไท่ซือ แต่เมื่อเขามาถึงเมืองเซียงโจว ได้พบคนชื่อ เล่าจีเลียก  ท่านผู้นี้มีอาหญิงบวชเป็นพระภิกษุณี แวะมาที่บ้านของเล่าจีเลียก  ภิกษุณีได้อ่านท่องคำภีร์นิพพานสูตรอยู่บ่อยๆ  เมื่อฮุยเหนิงได้ยินตอนใดที่ท่านท่องผิด เขาก็จะทักท้วงขึ้น  ทำให้ภิกษุณีรูปนั้นประหลาดใจมาก  จึงถามฮุยเหนิงว่า

        “ซึ่งท่านว่าผิดนั้น  ที่ถูกต้องว่าอย่างไร”

        “ข้าพเจ้าไม่รู้หนังสือเลย  อ่านก็ไม่ออก  แต่ข้อความที่ข้าพเจ้าทักท้วงนั้นรู้แน่ว่าผิด”

        ภิกษุณีจึงถามว่า  “ในเมื่อท่านไม่รู้หนังสือเลย  เหตุใดท่านจึ่งว่า  ข้อความนั้นผิดเล่า”

        ฮุยเหนิงตอบว่า  “ผู้ไม่รู้หนังสือเลยก็อาจสำเร็จมรรคผลได้เช่นกัน”

        ภิกษุณีจึงเรียกฮุยเหนิงว่า  “โล่วเฮ่งเจีย”  แล้วพาไปที่วัดปั๋วหลินซื่อ

        ต่อมาเขาได้พบกับพระหง่อโจ้วโจวซือที่วัดตุงเฉียน  อำเภอหวงเหมย  เมืองชีโจว  แล้วการสนทนาธรรมก็เกิดขึ้น

       “ผมขอกราบพระคุณเจ้า  ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง  บ้านเดิมผมอยู่ที่ตำบลซินโจว มณฑลกว่างตง  ที่เดินทางมากราบพระคุณเจ้าครั้งนี้ก็เพื่อจะศึกษาพุทธธรรมเพียงประการเดียวครับ”

      “อ๋อ โยมเป็นคนพื้นเพชาวกว่างตง พวกคนป่าเถื่อนนี่เอง  แล้วจะศึกษาธรรมของพระพุทธองค์ได้อย่างไรกัน”

      “ขอรับพระคุณเจ้า  คนที่อยู่ทิศเหนือและทิศใต้แยกกันอยู่ เป็นชาวเหนือและชาวใต้ได้  แต่ความเป็นพุทธะจะแยกความเป็นเหนือและใต้ได้อย่างไรครับ  ความเป็นคนป่าเถื่อนย่อมแตกต่างจากบุคลิกลักษณะของพระคุณเจ้าแน่นอน  แต่ความเป็นพุทธะแยกกันไม่ได้หรอกครับ”

        เมื่อพระหง่อโจ้วโจวซือได้ฟังดังนั้นท่านรีบรับฮุยเหนิงไว้ทันที  แต่ท่านจำต้องปกปิดเรื่องนี้ไว้มิให้บรรดาพระภิกษุปัญญาชนชาวเหนือภายในวัดรู้  เพราะในสมัยนั้น  พระพุทธศาสนาในจีนยังรับอิทธิพลจากอินเดียอยู่มาก คือการศึกษาแบบให้ความสำคัญเกี่ยวกับความโต้แย้งเรื่องของจิตวิญญาณ  ไม่ได้ให้ความสำคัญของการรู้แจ้งเห็นจริงในทางสำเร็จมรรคผลสูงสุดคือพระอรหันต์  ท่านจึงให้ฮุยเหนิงเข้าโรงครัว ผ่าฟืน ต้มข้าวต้ม หาบน้ำ ทำกับข้าวอยู่แปดเดือน

        วันหนึ่งขณะที่ฮุยเหนิงกำลังหาบน้ำไปใส่ตุ่ม ขณะที่ผ่านข้างห้องหนังสือพระหง่อโจ้วที่กำลังอ่านวชิรปัญญาปรมัตถสูตรอยู่  ถึงคำว่า

        “ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์”

        ฮุยเหนิงได้ยินจึงวางหาบลง  แล้วพูดว่า

        “ธรรมดาจิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสแล้ว  เป็นจิตที่ไม่เกิดไม่ดับ  เป็นจิตคงที่  เป็นจิตที่บริบูรณ์แล้วอย่างเต็มที่  เป็นจิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยอารมณ์ทั้งปวง”

        พระหง่อโจ้วพูดว่า  “ผู้ที่ไม่รู้จักจิตของตนเอง  แม้จะศึกษาธรรมเท่าใดๆก็หาประโยชน์มิได้  หากรู้จักจิตของตนเองแล้วไซร้  ก็อาจสามารถศึกษาธรรมให้รู้อย่างถ่องแท้ได้  ยังผลให้ตนก้าวไปสู่ความเป็นอัจฉริยะได้”

        หลังจาก ๘ เดือนแล้ว พระหง่อโจ้วได้ประชุมพระสงฆ์ ๗๐๐ รูปในวัด เพื่อให้แต่งคาถามาองค์ละบท  เพื่อจะคัดเลือกเป็นธรรมทายาท มีพระสงฆ์ที่มีภูมิรู้สูงรูปหนึ่งชื่อ พระเซินซุ่ยได้แต่งคาถาไว้ว่า

          “ร่างกายอุปมาดั่งต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง  และจิตนั้นเหมือนกระจกบานหนึ่ง  ซึ่งต้องชำระฝ้าเป็นนิจ  มิให้มัวหมอง”

          ฝ่ายฮุยเหนิงความที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่อยากรู้ว่าเขาเขียนว่าอย่างไร  จึงวานให้พระรูปหนึ่งอ่านให้ฟัง  เมื่อฟังจบฮุยเหนิงกล่าวว่าก็ดีอยู่หรอก  แต่ยังไม่สิ้นกระแสความ  ฮุยเหนิงจึงวานให้เด็กคนหนึ่งไปเขียนต่อว่า

          “โพธิ์ก็ไม่ใช่โพธิ์  กระจกก็ไม่ใช่กระจก  เมื่อไม่มีโพธิ์และกระจก  ฝ้าจะมีได้อย่างไร”

         เมื่อพระหง่อโจ้วได้เห็นความคิดของฮุยเหนิงแล้ว  ท่านคิดว่า  คนนี้แหละเหมาะสมที่จะเป็นธรรมทายาท  ตกกลางคืนจึงไปหาฮุยเหนิงที่พัก สอนธรรมต่างๆจนฮุยเหนิงถึงขั้นบรรลุธรรม  แล้วท่านได้บอกกล่าวถึงที่มาของอุปกรณ์๒สิ่ง  คือ จีวรผืนหนึ่ง   บาตรใบหนึ่ง  ของพระตักม้อโจวซือสืบทอดกันมาจนถึงท่าน  หากใครได้ไปก็ถือว่าผู้นั้นเป็นธรรมทายาทองค์ต่อไปโดยเฉพาะจีวรผืนนั้นสำคัญที่สุด  ภายหลังจึงมีพระภิกษุบางรูปที่อยากเป็นสังฆปรินายก ความอยากมีอยากได้ของดังกล่าวเพื่อตำแหน่ง  ทำให้แย่งชิงกัน  ทำให้หมู่พระสงฆ์แตกแยก  ต่อไปขออย่าได้ให้ของสิ่งนี้แก่ใครอีกเลย  แล้วพระหง่อโจ้วจึงมอบของดังกล่าวให้อุบาสกฮุยเหนิง  ขณะที่ฮุยเหนิงอายุได้ ๒๔ ปี

        ฝ่ายฮุยเหนิงเมื่อได้รับของดังกล่าวแล้วเกรงว่าจะมีภัยมาถึงตัว  เพราะมีภิกษุบางรูปอยากเป็นใหญ่  จึงรีบกราบลาพระอาจารย์หง่อโจ้วโจวซือกลับไปยังมณฑลกว่างตงบ้านเดิมของตน

        ครั้นรุ่งเช้าหมู่พระสงฆ์ไม่เห็นฮุยเหนิงและทราบว่าของสำคัญพระหง่อโจ้วโจวซือได้มอบให้อุบาสกฮุยเหนิงไปแล้ว พร้อมทั้งเดินทางไปส่งฮุยเหนิงด้วยโดยลงเรือข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง  เมื่อขึ้นฝั่งพระหง่อโจ้วบอกฮุยเหนิงว่าในอีก ๓ ปีท่านจะดับขันธ์ ข้างพระภิกษุฮุยหมิงซึ่งมีลำดับเป็นที่สี่ อยากสืบธรรมทายาทบ้างจึงชวนพระสงฆ์บางรูปรีบเดินทางตามฮุยเหนิงไปใช้เวลากว่าสองเดือนจนถึงภูเขาไท่อิ้ว แต่เท่าที่ฮุยเหนิงสังเกตปรากฏว่ามีคนเป็นร้อยที่พยายามติดตามตนมา เมื่อฮุยเหนิงเจอพระฮุยหมิงก็รู้โดยญาณว่าพระรูปนี้ต้องการอะไร  ฮุยเหนิงจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า  หากตนจะได้เป็นธรรมทายาทก็ขอให้ผ้าจีวรผืนนี้และบาตร แสดงสิ่งมหัศจรรย์สักอย่างเถิด  ว่าแล้วจึงหยิบผ้าจีวรผืนนั้นพร้อมบาตรวางลงบนแผ่นหิน  พระฮุยหมิงเห็นดังนั้นด้วยสมใจอยากได้จึงตรงเข้าไปหยิบจีวร  แต่ด้วยอำนาจแห่งจิตอธิษฐานของอุบาสกฮุยเหนิง  ปรากฏว่าผ้าจีวรหนักดุจหินจนพระฮุยหมิงไม่สามารถจะดึงขึ้นมาได้  ก็ตกใจ   เมื่อได้สติจึงพูดแก้เกี้ยวกับอุบาสกฮุยเหนิงว่า  ที่ตนตามมาก็เพื่อจะศึกษาธรรมจากท่านฮุยเหนิงเท่านั้น  ฮุยเหนิงจึงตอบว่า

        “ในขณะใดก็ตาม ถ้าจิตว่างเป็นอุเบกขา ไม่ยินดีต่อสิ่งที่ควรยินดี  ไม่ยินร้ายต่อสิ่งที่ควรยินร้าย  ในขณะนั้น  ท่านจะรู้สึกอย่างไร” เมื่อพระฮุยหมิงได้ยินก็เกิดธรรมอันประเสริฐผุดขึ้นในใจ  เห็นธรรมอันแท้จริง  แล้วยังคิดต่อไปว่าถ้าหากว่า  อุบาสกฮุยเหนิงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วก็สามารถที่จะเป็นธรรมทายาทได้โดยสมบูรณ์

       พระฮุยหมิงจึงถามต่อว่า  “ก่อนที่ท่านจะมานั้น  พระหง่อโจ้วโจวซือได้สั่งสอนธรรมลี้ลับอะไรให้แก่ท่านอีกบ้าง  อาตมาต้องการศึกษาให้จบสิ้น”

       อุบาสกฮุยเหนิงจึงตอบว่า  “ท่านมิได้บอกอะไรแก่ข้าพเจ้าเลย  และธรรมที่ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านก็มิได้เป็นความลับอะไรอีกเหมือนกัน  แต่ถ้าจะเป็นความลับ  ก็จะเป็นความลับแก่ตัวท่านเอง  ถ้าหากท่านนำไปศึกษาให้ลึกซึ้ง  ก็จะเกิดความลี้ลับเฉพาะตัวท่านเท่านั้น  ผู้อื่นที่ปฏิบัติธรรมยังไม่ถึงขั้น  ก็จะรู้ด้วยไม่ได้”

        พระฮุยหมิงได้ยินดังนั้นก็สิ้นข้อสงสัยในตัวอุบาสกฮุยเหนิง  กลับไปยังวัดตามเดิม  ฝ่ายฮุยเหนิงเดินทางต่อไปยังเมืองหนิงหนาน แขวงกว่างตง  เข้าไปพักที่วัดปั๋วหลิน  ปรากฏว่าพระสงฆ์ต่างถือคบเพลิงเข้าไปล้อมวัดจนท่านต้องหนีขึ้นภูเขาไปหลบซ่อน พวกพระสงฆ์หาไม่พบจึงจุดไฟเผาป่ากะว่าท่านจะออกมา  แต่ท่านใช้ผ้าจีวรเป็นเกราะป้องกันจนพ้นภัย  ถึงอย่างไรก็ยังมีผู้ติดตามจะเอาของดังกล่าวให้ได้  ฮุยเหนิงจึงต้องหนีต่อและไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ตำบลซูฮุยโดยอาศัยอยู่กับพวกพรานถึง ๑๕ ปีจึงออกมาจากป่าซึ่งขณะนั้นท่านรับประทานอาหารเจ แต่ก็ต้องปฏิบัติตนในทางสายกลางท่ามกลางบ้านป่าแบบนั้น  เช่น เอาผักใส่ในหม้อต้มเนื้อของพวกพรานแล้วกินแต่ผัก  เป็นต้น  กล่าวกันว่าท่านยังเคยได้ไปอาศัยอยู่ที่วัดหลิ่วหยง ที่กว่างตงอีกแห่งหนึ่งด้วย

        ลุถึง พ.ศ.  ๑๒๑๙ รัชสมัยฮ่องเต้ถังเกาจง (หลี่จื้อ) ใช้ปีรัชกาลว่า อี๋เฟิงปีที่ ๑  ฮุยเหนิงได้เดินทางไปยังวัดตุงเฉียนเข้าพบเจ้าอาวาสอินซุง  ในคืนวันหนึ่งได้ยินพระสงฆ์เถียงกันถึงเรื่องธงประจำวัดว่า  “ลมพัดทำให้ธงปลิว”  อีกรูปตอบว่า  “ธงปลิวไปเองต่างหาก ไม่ใช่ลม”  ฮุยเหนิงจึงพูดว่า 

        “ไม่ถูกด้วยกันทั้งสองรูปนั่นแหละ  ลมพัดธงปลิวก็ไม่ใช่  หรือธงปลิวเองก้ไม่ใช่  ใจของท่านนึกไปเองต่างหาก  ถ้าหากจิตของท่านแน่วแน่แล้ว  ท่านจะไม่นึกว่าธงปลิว  หรือลมพัดทำให้ธงปลิว  ใจของท่านปลิวไปเอง  จะเถียงกันไม่มีประโยชน์อันใด  จงรักษาจิตของท่านอย่าให้ปลิวไปตามธงเถิด”

        เมื่อเจ้าอาวาสได้ยินเข้า  จึงลองสอบสวนธรรมดูเห็นมีความลึกซึ้งมาก  เมื่อฮุยเหนิงแก้ข้อธรรมจากท่านเจ้าอาวาสแล้ว  จึงได้นำจีวรกับบาตรออกมาให้พระทั้งวัดดู  ต่างเห็นว่าฮุยเหนิงคงเป็นธรรมทายาทองค์ต่อไป  ไม่สมควรที่จะเป็นฆราวาสอีกต่อไป  เมื่อปรึกษากันแล้ว  ฮุยเหนิงจึงอุปสมบทด้วยการนิมนต์พระภิกษุตี้กวงมาประกอบพิธี  จนเป็นพระภิกษุฮุยเหนิง  เมื่ออายุได้  ๓๙ ปี สมัยฮ่องเต้ถังเกาจง 

        สถานที่อุปสมบทนี้เป็นสถานที่พระภิกษุมุนาปะมา ชาวอินเดียได้เดินทางมาที่นี่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ระหว่างพ.ศ. ๙๖๓ – ๑๐๒๒ ท่านได้กล่าวไว้ว่า  จะมีพระภิกษุสำเร็จมรรคผลอุปสมบทณที่ตรงนี้  จึงได้สร้างสถานอุปสมบทกรรมไว้  และพระภิกษุจิงตี่สมัยราชวงศ์โฮ่วเหลียงได้ทราบล่วงหน้าเช่นเดียวกันโดยท่านได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้ต้นหนึ่งเพื่อเสริมบารมีแก่พระหลักโจ้วโจวซือ  และเป็นความจริงดังที่ภิกษุทั้งสองได้ทำนายไว้

      หลังจากนั้นหนึ่งปีคือ พ.ศ. ๑๒๒๐  ฮ่องเต้ถังเกาจงโปรดฯให้พระฮุยเหนิงไปจำวัดที่วัดปั๋วหลิน  หลังจากที่พระหง่อโจ้วโจวซือดับขันธ์แล้ว  เมื่อไปถึงวัดปั๋วหลิน  พระฮุยเหนิงได้ประชุมหมู่สงฆ์เพื่อแจ้งให้ทราบว่า  การที่ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ก็โดยรับสั่งจากฮ่องเต้และท่านได้รับจีวรและบาตรเพื่อแสดงว่าเป็นธรรมทายาทด้วย  โดยจะปกครองคณะสงฆ์อย่างเที่ยงธรรม และจะไม่มอบจีวรและบาตรให้ใครอีกต่อไปตามคำสั่งของพระหง่อโจ้วโจวซือ จึงขอให้พระทุกรูปอย่าได้กังวลอีกต่อไป

        สมัยสมเด็จพระจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน หรือบูเช็กเทียน  ได้พระราชทานบาตรไพฑูรย์ สินีสันทัด ๑ ชุด ใบชาหอม๕ ห่อ เงินแท่ง ๓๐๐ ก้วง พร้อมทั้งรับสั่งให้ข้าหลวงเมืองซิวโจวปฏิสังขรณ์วัดปั๋วหลิน และดัดแปลงบ้านเกิดให้เป็นวัดแล้วพระราชทานนามว่า วัดก๊กอึงยี่  แล้วจึงย้ายไปอยู่วัดก๊กอึงยี่เมื่อ พ.ศ. ๑๒๔๐ จนดับขันธ์ที่วัดนี้  เมื่อ พ.ศ. ๑๒๕๖ ตรงกับรัชสมัยฮ่องเต้ถังเสวียนจง (หลี่หลงจี) ในปีรัชกาลไคหยวนที่ ๑  รวมอายุได้  ๗๕ ปี

        ขณะที่ท่านดับขันธ์กำลังนั่งสมาธิเข้าฌานสมาบัติและยังคงอยู่ในลักษณะนั่งสมาธิขณะแห่ไปวัดปั๋วหลินเพื่อบรรจุที่พระสถูปเจดีย์  ภายหลังจากการบรรจุพระศพแล้ว  ฮ่องเต้ถังเสวียนจงได้พระราชทานสมณศักดิ์เป็น  “ไท่ก่ำเซียงซือ”  ซึ่งหมายถึง  พระอาจารย์ผู้นั่งเปล่งรัศมีธรรมดุจกระจกเงาฉายฉะนั้น  ปัจจุบันพระศพประดิษฐานอยู่ที่วัดหนานหัว เมืองเส้ากวน  ซึ่งอยู่ทางเหนือของมณฑลกว่างตงติดกับเมืองก้านโจว มณฑลเจียงซี

        ในปี พ.ศ.  ๒๔๖๒  นายพลเอกหลีกงหงวน  ได้เปิดพระสถูปเจดีย์ออก  ปรากฏว่าสังขารของท่านมิได้บุบสลายเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลากว่า  ๑๒๐๖ ปี  พระศพของท่านในปัจจุบันยังคงสภาพเหมือนเดิม  ทางวัดได้ทาเล็กเกอร์และปิดทองครองผ้าจีวรประดิษฐานไว้ให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้ตลอดมา

 

              :   สมบูรณ์  แก่นตะเคียน     ๒๗  ตุลาคม  ๒๕๕๐

 

Title       :   Patriarch  Hui Neng  ;  Sixth  Chinese Patriarch of Mahayana.

 

             :   Somboon Kantakian

          

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน