Bookmark and Share Add to Favorites  
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา
จีนศึกษา
  CHINESE TEXT PROJECT
  STANDARD CHINESE
  เส้นสายลายอักษร
  ลัทธิเต๋า
  รวมเรื่องจีนศึกษา-China Knowledge
  วัฒนธรรมศึกษาจากเว็บต่างๆ
  วัฒนธรรมศึกษาจากภาพ
  พระบรมฉายาลักษณ์ของฮ่องเต้
  มังกรจีนสมัยโบราณ
  มังกรจีนศึกษา
  เลือกเพศให้ลูก
  จีนโบราณจาก บริทิชมิวเซียม
  การเดินทางไกลของเหมาเจ๋อตุง
  จีนในปัจจุบัน
แซ่สกุล
  แซ่ตระกูลที่ใช้กันมาก
  ข้อมูลตระกูลแซ่ต่างๆ
  ประวัติบางแซ่สกุล
  200 แซ่สกุลที่ใช้มาก
  ตระกูลแซ่หลิน
มหาวิทยาลัยชั้นนำ
  BEIJING UNIVERCITY
  Shanghai Jiao Tong University
  Tsinghua University
  Xi'an Jiaotong University
  The Chinese University of Hong Kong
  The University of Hong Kong
  The Hong Kong University of Science and Technology
  Southeast University
  East China Normal University
  Tongji University
  Huazhong University of Science and Technology
  The Hong Kong Polytechnic University
  Tianjin University
  City University of Hong Kong
  Harbin Institute of Technology
  Wuhan University
  China Agricultural University
  Renmin University of China
  Xiamen University
  Fudan University
  Hong Kong Baptist University
  Shandong University
  Nanjing University
  University of Science and Technology of China
  Zhe Jiang University
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด
  NATIONAL LIBRARY OF CHINA
  CHINA'S MUSEUMS
  GREAT WALL OF CHINA
  SACRED MOUNTAINS OF CHINA
หนังสือพิมพ์
  Xinhua
  People's Daily
  China Daily
  China News
  China .com.cn
  China Youth Daily
เจ - มังสวิรัติ - VEGETARIAN
  เจ-อิ่มบุญ
  พลังบุญ
  เมนูอาหารเจ
  เจทิพย์
  อาหารมังสวิรัติ
  International Vegetarian Union (IVU)
  The Veggie Hub
  Vegetarianism
  A Guide to Vetetarian
  simple-veganista.com/all-recipes
เว็บเครือสมบูรณ์
  ตระกูลแซ่หลิน
  ภูเก็ตสารสนเทศ
  สมบูรณ์แก่นโน้ต

อักษรเจี่ยกู่เหวิน

 

 

        อักษรเจี่ยกู่เหวิน  ( 甲骨文 )

          

             ภาษายุคโบราณของโลก  เช่น ภาษาอียิปต์ ภาษากรีก ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต  ซึ่งได้ใช้เมื่อหลายพันปีมาแล้ว  ไม่ได้มีความต่อเนื่องหรือพัฒนาทั้งการพูดและการเขียน  ปัจจุบันจึงเป็นภาษาที่ตายไปแล้ว  ตรงกันข้ามกับภาษาจีน  ที่ได้ใช้และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาหลายพันปี  จนถึงปัจจุบันก็ยังคงใช้ทั้งการพูดและเขียน   นักประวัติศาสตร์จึงยกให้   “อักษรและภาษาจีน  เป็นภาษาที่ยืนยาวที่สุดในโลก”     ตัวอักษรภาษาจีนมีค่อนข้างมาก   ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก  นักการศึกษาชื่อ ซูเซิน  ได้รวบรวมไว้เป็นอักขรานุกรมทั้งหมด  ๙,๓๕๓  ตัวอักษร  ในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง  ได้มีผู้รวบรวมไว้  ๔๖,๖๙๔  ตัวอักษร   ใน พ.ศ.  ๒๕๒๙  ฮั่นหยู  ได้พิมพ์ไว้  มี  ๖๕,๐๐๐  ตัวอักษร 

 

                     กล่าวโดยสรุปแล้วตัวอักษรภาษาจีนมีมากกว่า  ๘๐,๐๐๐ ตัว แต่เกือบทั้งหมดในปัจจุบันไม่ได้มีการนำมาใช้แล้ว  ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนได้ศึกษา ปรากฏว่า  ตัวอักษรจีนที่ใช้บ่อยๆครอบคลุมเนื้อหาเกือบทุกเรื่อง และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้  ๙๐  เปอร์เซ็นต์  มีจำนวน  ๑,๐๐๐  ตัว  ถ้าหากต้องการความกระจ่างด้านอื่นๆสัก ๙๘  เปอร์เซ็นต์  จะมีจำนวน  ๒,๕๐๐  ตัว  และถ้าให้รู้เรื่องค่อนข้างดี  ๙๙.๕   เปอร์เซ็นต์  จะมีจำนวน ๓,๕๐๐  ตัว  ทางรัฐบาลจีนจึงได้พัฒนาตัวอักษรจีนที่มีหลายขีด  ให้เหลือน้อยขีดลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙  จำนวน ๖,๕๐๐  ตัว   ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียนและอ่าน  และให้นักเรียนระดับต้นเรียนจำนวน  ๓,๕๐๐ ตัว  อย่างไรก็ตาม  เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๙๕  ทางการจีนได้เคยกำหนดให้ ชาวนาชนบทรู้ภาษาจีน  ๑,๕๐๐  ตัว  พวกคนงานกรรมกรต้องรู้  ๒,๐๐๐ ตัว  กล่าวกันว่า นักการศึกษาจะรู้เพียง  ๖,๐๐๐ ตัว  ที่ไต้หวันจะต้องรู้  ๔,๐๐๐  ตัว   จึงจะอ่านหนังสือพิมพ์ได้เข้าใจ  แต่ในจีนรู้เพียง  ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐  ตัว  ก็อ่านเข้าใจดีแล้ว   นักคอมพิวเตอร์ไต้หวันและฮ่องกงได้นำภาษาจีนไปแปลงเป็นภาษาสากล  (  encoding )    จำนวน  ๑๓,๐๐๐ ตัว   ส่วนของจีน ประมาณ  ๖,๕๐๐  ตัว

 

           เมื่อประมาณ ๔๗๐๐  ถึง  ๕๐๐๐ ปีมาแล้ว  พระเจ้าหวงตี้  โปรดฯให้  จางเจ่ย  เสนาบดีคิดค้นพัฒนารูปแบบและประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้  เข้าใจกันว่าก่อนสมัยนี้ได้มีการใช้ตัวอักษรกันแล้ว  แต่อาจจะยังไม่พอใช้   จางเจ่ยจึงคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพิ่มเติม  ตัวอักษรจีนพัฒนามาจากสัญลักษณ์เชิงรูปภาพ  ซึ่งได้มีการขีดเขียนกันตามผนังถ้ำ  คงจะต้องย้อนขึ้นไปถึงวัฒนธรรมหยังเส้าและมนุษย์ถ้ำ  ดังนั้นอักษรจีนคงได้รับการพัฒนามาตั้งแต่สมัยซานหวงอู่ตี้แล้วประมาณ  ๘๐๐ ปีก่อนถึงสมัยราชวงศ์เซี่ย  ราว ๕๐๐ ปี  จนถึงสมัยราชวงศ์ซัง  รวมเวลากว่า  ๑,๓๖๐  ปี   จึงปรากฏอักษรเจี่ยกู่เหวิน  หรือ อักษรกระดูกสัตว์กระดองเต่า  และอักษรจิ้นเหวิน ( 金文 ) หรือจงติงเหวิน     ที่มีการบันทึกลงบนเครื่องทองบรอนซ์ หรือทองสัมฤทธิ์  อีกเป็นจำนวนมากในสมัยราชวงศ์ซัง  อักษรเหล่านี้มีอายุกว่า  ๓,๖๐๐ ถึง ๔,๐๐๐  ปีมาแล้ว   ตัวอักษรทั้งหมดที่ค้นพบกว่า ๔,๕๐๐  ตัว  ได้รับการพัฒนามาเลยขั้นประเภทสัญลักษณ์ปฐมภูมิไปแล้ว  ตัวอักษรกว่าครึ่งหนึ่งที่ได้รับการพัฒนามาเป็นสัญลักษณ์เชิงเสียง  คือ  ใช้ตัวอักษรในการบ่งบอกเสียงของภาษา  ซึ่งแสดงถึงความหมายอันซับซ้อนของภาษา  เช่น  คำว่า  วัว  หมู  แกะ สุนัข  กวาง  ใช้เครื่องหมายประกอบเพื่อบ่งบอกว่า  เป็นตัวผู้หรือตัวเมีย  ต่อมาได้ดัดแปลงใช้กับสัตว์ทุกชนิด  แต่บางคำยังไม่ตายตัว  เช่นคำว่า เต่า  บางครั้งจะขาดขีดข้างหน้า หรือขีดข้างหลัง หรือ หางเต่า เป็นต้น  ตัวอักษรเหล่านี้ได้พัฒนาเป็น ๔ รูปแบบ คือ  ตัวอักษรเชิงภาพ  เชิงสัญลักษณ์  เชิงบูรณาการ  และเชิงนิรุกติศาสตร์  มีวิธีการ “ยืม”  มาเป็นคำเหมือนหรือคำตรงกันข้าม  เพื่อแยกความแตกต่างของสิ่งที่เรียกดังตัวอย่างที่กล่าวแล้ว  ซึ่งไม่จำเพาะแต่เป็นตัวอักษรแบบขีดเขียน เช่นรูปภาพที่แสดงบ่งบอกถึงสิ่งต่างๆแบบดึกดำบรรพ์  นักโบราณคดีเชื่อว่า  เมื่อตัวอักษรได้พัฒนามาถึงขั้นนี้  คือ สามารถประดิษฐ์ สร้าง  และใช้เขียน อ่าน สะสมมาเป็นจำนวนกว่าห้าพันตัว  ย่อมใช้เวลาพัฒนามาเป็นพันๆปี  หรือไม่ต่ำกว่า  ๑๕๐๐  ถึง  ๒๐๐๐  ปี

 

          ในปี พ.ศ.  ๒๔๔๒  ชาวนาหมู่บ้านเสี่ยวตุน  บริเวณฝั่งแม่น้ำหวน  ใกล้กับเมืองอันหยัง  ได้พบกระดูกสัตว์และกระดองเต่าโบราณ  ขณะที่พวกเขาไถนา  กระดูกกระดองเหล่านั้นบางชิ้นมีการขีดเขียน  แต่พวกเขาไม่สนใจ  จึงเอาไปเผาไฟทำปุ๋ยใส่นา  บางส่วนขว้างทิ้งออกไปจากที่นาหรือโยนลงในบ่อร้างในนา  แต่ก็ยังมีชาวนาบางคนเอาไปฝนทำยารักษาโรค  บางส่วนได้มัดรวมกันกับกระดูกโบราณซึ่งพวกเขาเรียกว่า  กระดูกมังกร  พวกพ่อค้าจึงรับซื้อจากเมืองอันหยัง  แล้วนำไปขายต่อยังร้านขายยาที่เมืองปักกิ่ง  แต่ร้านขายยาจะไม่รับซื้อกระดูกที่พวกเขาอ้างว่าเป็นกระดูกมังกรที่มีรอยขีดเขียนอยู่   แสดงให้เห็นว่าซินแสร้านขายยาอ่านรอยขีดเขียนออกและเข้าใจว่าเป็นของโบราณจึงไม่ยอมซื้อ   ต่อมาชาวนาจึงต้องใช้วิธีการขูดรอยขีดเขียนเหล่านั้นออกก่อนที่จะเอาไปขายให้ร้านขายยา  แต่อย่างไรก็ตามริ้วรอยขีดเขียนบางส่วนก็ยังคงปรากฏอยู่  ข่าวเรื่องสรรพคุณการเจียดยาผสมกระดูกมังกรแพร่สะพัดไปทั่วกรุงปักกิ่ง  ทำให้ผู้ป่วยชาวปักกิ่งต้องการยาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ราคายาที่เจียดด้วยกระดูกมังกร  และราคากระดูกมังกรจึงแพงขึ้นไปด้วย

 

              หวังอี้หรง   (  Wang Yiyong  , Wang Yijung , 1845 – 1919 )     ผู้ป่วยรายหนึ่ง  เขาเป็นข้าราชการในราชสำนักชิง และเป็นผู้ที่สนใจและเชี่ยวชาญคำจารึกและโบราณคดีจีนด้วย  เขาจึงให้ผู้รับใช้ไปเจียดยาผสมกระดูกมังกรที่ร้านขายยามาให้   เมื่อเขาได้พิจารณากระดูกมังกรที่มีรอยขีดเขียนอยู่   จึงเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นภาษาจีนโบราณ  เขาจึงให้ผู้รับใช้ไปกว้านซื้อกระดองเต่ากระดูกสัตว์ตามร้านขายยาทั่วกรุงปักกิ่งมาทั้งหมด  ซึ่งรวมแล้วกว่า ห้าหมื่นชิ้น  อย่างไรก็ตามกระดองกระดูกเหล่านั้นบางส่วนได้มีการจำหน่ายออกไปต่างประเทศแล้ว  เขาจึงรีบสืบหาแหล่งที่มา

 

            เมื่อเขาทราบว่ากระดองกระดูกเหล่านั้น  ขุดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอันหยัง มณฑลเหอหนาน  เขาจึงรีบเดินทางไปสำรวจ ณ ที่แห่งนั้น  ซึ่งตามพงศาวดารจีนที่ ซือหม่าเชียนบันทึกไว้ว่า  ทรากปรักหักพังของเมืองอิน  คือเมืองหลวงของราชวงศ์ซังนั่นเอง  เขายังได้เก็บรวบรวมกระดองกระดูกที่นั่นอีกหลายพันชิ้น   ต่อมานักโบราณคดีเข้าไปศึกษาขุดแต่งบริเวณเมืองอิน  บริเวณหมู่บ้านเสี่ยวตุนและพื้นที่ใกล้เคียง   ได้พบอีกประมาณ ๔,๐๐๐  ชิ้น  ที่หัวหยวนเจียง ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านอินจูอีก   ๑,๕๘๓  ชิ้น     และได้ขุดพบอีกหลายแห่ง  แต่เป็นจำนวนน้อย   สรุปแล้วกระดองกระดูกอักษรเจี่ยกู่เหวินมีกว่า  ๑๕๐,๐๐๐  ชิ้น     ที่กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศจีน ประมาณ  ๘๐,๐๐๐ ถึง  ๙๐,๐๐๐  ชิ้น  อยู่ในไต้หวัน  ประมาณ  ๒๐,๐๐๐  ชิ้น  มหาวิทยาลัยฮอปกินส์  ๕๗๙  ชิ้น  และตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆในสหรัฐอเมริกา  แคนาดา  อังกฤษ  เป็นต้น

 

           กระดูกสัตว์ที่ใช้  ได้แก่ กระดูกวัว กระดูกกระบือน้ำ  โดยใช้ส่วนของสะบัก หรือกระดูกแผ่นเรียบตรงไหล่ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าตรงอื่น  นอกจากนี้ยังใช้กระดูกแกะ กวาง หมู  ส่วนกระดูกของคน แมว และสุนัขจะไม่พบเห็นว่ามีใช้กัน  กระดูกจะใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ  กระดูกที่พบบางชิ้นมีขนาด  ๑๒ ซ.ม. ก็มี  ขนาดใหญ่ประมาณ  ๔๔ ซ.ม.  ส่วนกระดองเต่าใช้ทั้งกระดองหลังและกระดองหน้าอก   ในช่วงแรกของการพยากรณ์แห่งราชวงศ์ซัง  ได้ใช้กระดูกเป็นจำนวนมากเป็นหลัก  ยังไม่ค่อยพบกระดองเต่า  ต่อมาในช่วงปลายราชวงศ์  จึงมีการนำกระดองเต่ามาใช้กัน  ซึ่งไม่มีเต่าพันธุ์นี้ในประเทศจีน  เข้าใจกันว่า  บรรดาพ่อค้าต่างนำกระดองเต่าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปค้าขายแลกเปลี่ยน   เมื่อมีการใช้กระดูกสัตว์และกระดองเต่าเป็นจำนวนมาก  ช่วงระยะหลังจึงเกิดขาดแคลนขึ้น   เหตุผลหนึ่งที่พวกเขาใช้กระดองกระดูกในการทำนาย เพราะเชื่อว่า  วิญญาณของสัตว์เหล่านั้นสามารถติดต่อกับวิญญาณของเทพเจ้าหรือบรรพบุรุษของพวกเขาได้  เมื่อพวกเขาประกอบพิธีเทพพยากรณ์

 

                    ส่วนวิธีเตรียมกระดูกก็คือ  เลาะเอาเนื้อที่ติดกระดูกออกให้หมด  แล้วขูดผิวกระดูกจนเกลี้ยงเกลา   แล้วเจาะรูไว้ข้างหน้าหรือข้างหลัง  รูเหล่านี้เข้าใจว่า  ใช้ของทนไฟเสียบเวลาเอากระดองกระดูกประกอบพิธีกรรมด้วยการเผาไฟหรือลนไฟ เพื่อจับถือสะดวก  เพราะกว่ากระดองกระดูกจะแตกเป็นรอยต้องใช้เวลาเผาไฟหรือลนไฟนานพอสมควร

 

             หลังจากประกอบพิธีกรรมเทพพยากรณ์เสร็จแล้ว  กระดองกระดูกเหล่านั้นนำไปเก็บไว้ในห้องใต้ตำหนักในพระราชวัง  ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกประกอบพิธีกรรมที่มีจำนวนเป็นร้อยคน  คำพยากรณ์เหล่านั้นเข้าใจว่าคงเก็บเป็นกลุ่มเป็นหมวดหมู่  เพื่อสะดวกที่จะให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเพื่อที่จะมาเป็นเจ้าพิธีกรรม   สถานที่แห่งนี้จึงน่าจะเป็นห้องสมุดแห่งแรกของจีน  คือ ห้องสมุดเจี่ยกู่เหวิน  อย่างไรก็ตามกล่าวกันว่า  การบันทึกจดหมายเหตุ  น่าจะใช้ ไม้  ไม้ไผ่  และผ้าไหม ด้วย แต่วัตถุเหล่านั้นเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

 

        ผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณ  นอกจาก  นายหวังอี้หรงแล้ว ยังมีกลุ่มเพื่อนของเขา  คือ เหล่ยเอ้อ   ( Lie  Eh ,  1857 – 1909 )     ซึ่งหลังจากเขาได้ศึกษาตัวอักษรเจี่ยกู่เหวินกว่าห้าพันตัวแล้ว  เขาได้รวบรวมและเขียนหนังสือชื่อ  Teih – you’ s Turtle Collection    ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๔๖  เป็นหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้  นอกจากนี้ยังมี  ซุนอี้จาง  (  Sun Yi – jang , 1848 – 1908 )   โหล เฉินอวี้  (  Lo Chen – yu , 1866 – 1940 )   ท่านผู้นี้ได้กว้านซื้ออักษรเจี่ยกู่เหวินมากกว่า  ๓๐,๐๐๐  ชิ้น  แล้วทำการศึกษาและตีพิมพ์เป็นหนังสือ ๔ เล่มชุด  นายหวังกัวอุย  ( Wang Kuo – wei , 1877 – 1927 )   ได้ทำการศึกษาแล้วเขียนเรียบเรียงตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๖๐  ซึ่งหนังสือเล่มนี้ใช้เป็นคู่มือศึกษาราชวงศ์ซังได้เป็นอย่างดี   นายถังโซปิน   ( Tung Tso – pin , 1895 – 1963 )   ได้ทำการศึกษาในแนววิทยาศาสตร์  จนสามารถกำหนดตารางกษัตริย์ราชวงศ์ซังได้  ใน พ.ศ.  ๒๔๗๖   อย่างไรก็ดี   บุคคลที่ได้ศึกษาวิเคราะห็รวบรวมเป็นเรื่องเป็นราว  และตีพิมพ์เป็นเล่ม ซึ่งทำได้ดีกว่าคนอื่นๆก็คือ นาย กัวมู่หรัว   ( Guo  Muruo , 1892 – 1978 )   และคณะ  โดยรวบรวมตัวอักษรกว่า  ๔๑,๙๕๖ ตัว  โดยเลือกจากกระดองกระดูกที่เก็บก่อนปี พ.ศ.  ๒๕๑๖  มาดำเนินการศึกษา

 

          ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้ศึกษาตัวอักษรกว่า  ๔,๕๐๐  ตัว  และที่สามารถอ่านและเข้าใจได้ดีมีกว่า  ๒,๐๐๐  ตัว  ส่วนตัวอักษรที่เหลือเป็นชื่อ  สถานที่  ชื่อบุคคล และชื่ออื่นๆ

 

        จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮอปกิ้นส์ สหรัฐอเมริกา  ซึ่งได้เก็บรวบรวมเจี่ยกู่เหวินไว้   ๕๗๙  ชิ้น  ได้สรุปเนื้อหาหลักไว้  ๒๐ ประเภทด้วยกันคือ

 

 ๑.  เกี่ยวกับบรรพบุรุษ                          

 

 ๒.ตำแหน่งโหวกับตำแหน่งปั๋ว            

 

 ๓.  ผู้ทำนายและชื่อ                            

 

 ๔.  พระกรณียกิจของพระราชวงศ์      

 

 ๕.หน่วยงานกลางและการลงโทษ     

 

 ๖.  การสงคราม                                  

 

 ๗.  ภูมิประเทศ                                              

 

 ๘.  ชนเผ่าอื่น                                        

 

 ๙.  เกษตรกรรม                                   

 

 ๑๐.  การล่าสัตว์                                   

 

๑๑.  การล่าสัตว์

 

๑๒. ดาราศาสตร์และปฏิทิน

 

๑๓.  ดินฟ้าอากาศ

 

๑๔.  การก่อสร้าง

 

๑๕.  การกำเนิดและความตาย

 

๑๖.  เทพเจ้า บรรพบุรุษและดวงวิญญาณ

 

๑๗.  พิธีกรรม

 

๑๘.  วิธีทำนาย

 

๑๙.  ความฝันและโชคลาง

 

๒๐.  อื่นๆ

 

          ในปัจจุบัน ประเทศจีนได้นำอักษรเจี่ยกู่เหวินแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เหอหนาน  เมืองเจิ้งโจว  ที่พิพิธภัณฑ์เมืองอันหยังและที่อื่นๆอีกหลายแห่ง  ส่วนใหญ่จะคัดกระดองเต่าและกระดูกสัตว์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์สามารถอ่านได้มาแสดง

 

          อักษรเจี่ยกู่เหวินในสภาพปัจจุบัน  นอกจากเก็บไว้ในประเทศจีนแล้ว  บางส่วนได้กระจัดกระจายไปตามสถาบันการศึกษาใหญ่ๆทั่วโลก  และยังมีพวกสะสมของเก่าเก็บไว้ด้วย  จึงทำให้เจี่ยกู่เหวินแต่ละชิ้นมีราคาในท้องตลาดค้าของเก่าแพงมาก   เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๕๔๗  ได้มีการเปิดประมูลเจี่ยกู่เหวิน  จำนวน  ๒๐ ชิ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ราคา  ๕๒.๘ ล้านหยวน หรือ ราคา  ๖.๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ด้วยเหตุนี่เอง  จึงได้มีการทำของเลียนแบบกันมากขึ้น

 

 

 

         :  สมบูรณ์ แก่นตะเคียน     ๑๘  สิงหาคม  ๒๕๕๐

 

 

 

Title  :  The Oracle Bones

 

 

        :  Somboon Kantakian

 

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน